[fic] love is my destiny

posted on 26 Jun 2009 20:17 by jorainy

      [FIC] Love is my destiny
      Author jo rainy
      Couple Kihae Kyumin
      Rate PG
      note เป็นฟิคเรื่องแรกที่ลองแต่งหลังจากที่อ่านของชาวบ้านเขามานาน

 


      Chapter 1

      ณ ร้านราเมง

      “ นี่..........นายมาสายอีกแล้วนะ ทงเฮ “

      “ โห แค่ 23 นาทีเอง นายอย่าไปฟ้องพีอีทึกล่ะ คราวที่แล้วฉันโดนด่าซะหูชาเลย
      “

      “ แค่เหรออ นายบอกว่าแค่เหรอ เอ่ออออ นายเห็นฉันเป็นคนขี้ฟ้องหรือไงห๊า”

      “ ดีมาก ฮยอกแจเพื่อนรัก ว่าแต่พี่อีทึกยังไม่มาใช่ป่ะ ”


      “ เอ่อเด่ะ ก็วันนี้พี่คังอินมีแข่ง “

      “ อ้อ ก็เลยโดดงาน ตามไปเชียร์แฟนซะงั้น “

      สองเพื่อนรักทักทายกันก่อนที่จะช่วยกันเปิดร้านเพื่อต้อนรับลูกค้า
      ที่จริงแล้วสองเพื่อนซี้ตระกูลอี อีทงเฮ และ อีฮยอกแจ มาทำงานพิเศษที่ร้าน
      ส่วนอีทึกที่สองตัวแสบเพิ่งนินทาไปนั้นเป็นเจ้าของร้านจอมเคี้ยว
      ไอ้ที่ยอมให้สองแสบนี้มาทำงานที่ร้านได้หนะ ก็ไม่ได้อยากได้นักหรอก
      แต่คังคินขอร้องเพราะเป็นรุ่นน้องที่มหาลัย ก็เลยต้องรับพวกมันมา
      แต่สองคนนี้ก็ทำงานดีใช้ได้ เว้นแต่ ซุ่มซามเป็นที่สุดนั้นต้องฮยอกแจ
      ทำจานที่ร้านแตกไปหลายใบแล้วถ้าให้หักจากเงินค่าจ้างสงสัยจะต้องทำงานฟรีแน่ๆ
      แต่ก็ยังไม่เท่ากับอีกคนนี่ซิตัวแสบเลย อีทงเฮ มาสายตลอด ใจร้อนขี้โวยวาย
      วันก่อนแค่ลูกค้าเขาชมว่ามันน่ารักเข้าหน่อย
      ก็ความดันพุ่งปรี๊ดจะต่อยกับลูกค้าทั้งที่ตัวเท่าลูกหมา
      ไม่ได้เจียมสังขารตัวเองเอาซะเลย

      เสียงรอบสนามดังขึ้นเป็นระยะ ก็เสียงเชียร์จากทั้งสองทีมนั้นแหละ
      แล้วไม่นานก็ได้ยินเสียงเป่านกหวีด เป็นสัญญาณหมดเวลาการแข่งขัน
      หนึ่งหนุ่มร่างใหญ่กัปตันทีมวิ่งยิ้มมาตาแทบปิดมาทางด้านข้างสนาม

      “ เป็นไง ฉันเท่ใช่ป่ะล่ะ “
      ไม่พูดเปล่ายังยืนเก็กท่าที่เจ้าตัวคิดว่าเท่ที่สุดอีกด้วยคนหน้าหวานที่นั่งเชียร์อยู่ถึงกับหัวเราะคีกคักกับความติงต๊องของแฟนตัวเอง

      “ ใช่ นายน่ะเท่ที่สุดเลยล่ะ “ คนหน้าหวานยังยกยอเอาใจ

      “ พี่อีทึกอย่าไปชมมากซิ พี่คังอินจะลอยได้อยู่แล้วนะนั้น “

      “ ก็มันจริงนี่คยูฮยอน “

 

      “ พี่คังอินลอยไม่ได้หรอกคยูฮยอน อ้วนเป็นหมีขนาดนั้นหนะ ฮ่ะฮ่า ฮ่า “

      “ คิบอม คยูฮยอน นายสองคนไปไกลๆ ฉันเลยปะ ก่อนที่จะโดนเตะ “

      สองเพื่อนซื้ยียวน กวนประสาทพอหอมปากหอมคอ
      แล้วก็ต้องรีบวิ้งออกไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
      เพราะกลัวกัปตันทีมร่างใหญ่จะเล่นงานเอา ก็คราวที่แล้ว แค่แซวพี่อีทีกเล่นๆ
      หน่อยเดียว ว่าน่ารักอยากเป็นกิ๊กด้วย พี่แกไล่ให้ไปวิ่งรอบสนามฟุตบอลซะ 50
      รอบ แล้วมาบอกว่าเป็นการฝึกซ้อมแบบพิเศษ เล่นเอาคิบอมกับคยูฮยอน เดินขาลากไป
      สองวัน
      “ แล้วคนอื่นๆล่ะ คังอินไปใหนกันหมด “

      เสียงใสเอ่ยถาม
      แต่ยังไม่ทันที่คังอินจะได้ตอบก็มีเสียงหนึ่งตะโกนมาแต่ไกลก่อนที่เจ้าตัวจะมาถึงซะอีก

      “ นี่..........อีทึกนายจะปิดร้านเลี้ยงฉลองให้พวกเราใช่ป่ะ “
      ทำตาเป็นประกายอ้อนวอน

      “ พี่เยซอง เดี๋ยวร้านพี่อีทึกก็เจ๊งหรอก “ อีกหนึ่งหนุ่มหน้าหล่อ
      นายชเวซีวอน รีบก้าวยาวๆเข้ามาสมทบกับบทสนทนาที่จะขอกินฟรีของรุ่นพี่อีกคน
      แต่ใจจริงแล้วเขาก็อยากไปที่ร้านของพี่อีทีกนะ
      ไม่ได้อยากไปกินฟรีเหมือนพี่เยซองหรอก
      แต่อยากไปเจออย่างอื่นที่น่าสนใจมากกว่า

      “ว่าแต่ นายทิ้งร้านไว้ให้สองคนนั้นดูแล
      ไว้ใจได้เหรอว่าพวกมันจะไม่เผาร้านกันหนะ “ เยซองหันมาถามอีทึกหน้าเครียด
      น้ำเสียงห่วงใย

      “ฉันก็อยากรีบกลับไปเหมือนกัน กลัวพวกมันจะเผาร้านฉันจริงๆ “

      “งั้น พวกนายรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ
      แล้วก็ฝากบอกสองคนนั้นด้วยนะว่าจะไปที่ร้านอีทึกกัน “

      คังอินตัดบทออกคำสั่งอย่างเคยชินแล้วก็ไม่ลืมหันกลับมาบอกคนที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ
      “ เดี๋ยวฉันกลับมานะ เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน รอด้วยล่ะ “
      เจ้าของร้านได้แต่ยิ้มตอบก็เป็นอย่างนี้ทุกทีนั้นแหละ
      ถ้าชนะก็บอกว่าไปเลี้ยงฉลอง แต่ถ้าแพ้ก็บอกว่าไปเลี้ยงปลอบใจ ชินซะแล้วล่ะ
      เพราะทุกครั้งที่มีแข่งเขาจะต้องซื้ออาหารเตรียมไว้ให้ทีมบาสทีมนี้ทุกที
      .......................................................................................................................

      กริ้งงงงงงงงงงง เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังก็แสดงว่ามีลูกค้าเข้าร้าน

      “ เชิญคร้าบบบบบบบ “ สองเสียงประสานกันเชื้อเชิญผู้เข้ามาใหม่

      “ อ้าวพี่เองหรอกเหรอเนี่ยนึกว่าเป็นลูกค้าซะอีก แล้วเป็นไงฮะวันนี้ “

      “ แพ้ชัวร์ฉันว่า ก็ผมบอกพี่คังอินแล้วว่าทีมพี่หนะมีจุดอ่อน พี่ก็ไม่เชื่อ “
      ทงเฮเริ่มเปิดสงครามอีกแล้วปากก็พูดป่าวๆ
      ตาก็หันไปเหล่อีกหนึ่งหนุ่มที่ยืนแก้มป่องตีหน้ายุ่งอยู่ข้างๆคยูฮยอนเพื่อนสนิท

      “ เจอหน้าก็ใส่ไฟฉันเลยนะ อีทงเฮ
      แล้วนายล่ะวันนี้ก่อเรื่องอะไรไว้หรือเปล่าล่ะ พี่อีทึกระวังร้านพี่จะเจ๊งนะ
      “ คิบอมเถียงกลับไม่ยอมแพ้

      “ คิมคิบอม นายนี่มัน...........”
      คนหาเรื่องตะหวาดแว๊ดใส่เพราะตัวเองก็มีชนักติดหลังอยู่เหมือนกัน

      “ นี่พวกนายสองคนเจอหน้ากันที่ไรก็กัดกันตลอด
      จะพูดดีๆกันสักครั้งไม่ได้หรือไง”

      “ ไม่..........”

      “ ไม่...........”

      สองคู่กัดประสานเสียงพร้อมกันก็คราวนี้แหละ
      และก็เป็นเจ้าของร้านหน้าสวยเองที่ออกมาห้ามทัพ ก่อนที่จะกลายเป็นสงครามย่อยๆ
      ไปซะก่อน ภาพที่คู่กัดคู่นี้ทะเลาะกันก็เป็นเรื่องปรกติของที่นี่มาก
      แล้วไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ไม่พ้นที่คนตัวเล็กกว่าจะต้องหาเรื่องก่อน
      ทุกคนก็เลยชินกับภาพแบบนี้ซะแล้ว ขมิ้นกับปูน ไม่มีใครยอมใคร
      หาเรื่องกันกันได้ตลอดเวลา ยังสงสัยอยู่ว่าวันใหนสองคนนี้คุยกันดีๆ
      พระอาทิตย์คงได้ขึ้นทางตะวันตก

      “ เฮ้ยยยยยยยยยย ฉันหิวแล้วน่ะ จะกินกันได้ยังอ่ะ “

      “ งั้นก็ไปกินกันเถอะ ก่อนที่เยซองมันจะหิวตาย “
      คังอินเอ่ยชวนแล้วยังแอบกัดเพื่อนรักร่วมทีม

      ทุกคนนั้งล้อมโต๊ะกินอาหารมากมายตรงหน้าที่อึกเตียมไว้ให้
      เยซองก้มหน้าก้มตากินเหมืนไม่ได้กินมาเป็นชาติ
      ส่วนคยูฮยอนนั้งหัวเราะคิ๊กคั๊กกับคู่กัดตรงหน้าที่ทำท่าว่าจะไม่ยอมสงบศึกกันง่ายๆ
      ขนาดกินข้าวพวกมันยังหาเรื่องมาทะเลาะกันได้นะไอ้คู่นี้ และ
      อีทึกกับคังอินไม่ต้องพูดถึงสองคนนั้นสร้างโลกส่วนตัวกันไปเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนหมีแล้ว
      ไม่ได้สนใจรอบข้างเลยว่าจะเป็นยังไง จะตีกันตายหรือเปล่า
      แต่ชเวซีวอนกลับมองตามหลังร่างเล็กนั้นที่เดินเข้าไปทางห้องครัวเพราะต้องไปเอาอาหารมาให้เยซองที่บ่นอยู่ว่าเนื้อหมดแล้ว
      ไม่รอให้คิดรอบสองก้าวขายาวๆตามฮยอกแจเข้าไปในครัว

      “ เอาน้ำมาด้วยนะ ซีวอน “ เยซองสั่งพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์ไปให้
      เขาก็ตาไม่ได้บอดนะว่าคุณชายไฮโซนั่นคิดอะไรอยู่
      ก็ตั้งแต่เข้าร้านมามันก็เอาแต่จ้องฮยอกแจตลอดเลย
      ถ้าคู่นี้คบกันคงได้สนุกน่าดู เขาคงได้มีเรื่องสนุกๆ อีกหลายเรื่องเลยล่ะ

      “ เข้ามาทำอะไรนี้หนะ ซีวอน “

      “ มาเอาน้ำให้พี่เยซอง เอ่อออ ฮยอกแจนายก็ตัวแค่นี้
      อย่าทำอะไรให้มันหนักเกินตัวล่ะ ให้ทงเฮทำซะบ้างเถอะ ฉันเป็นห่วงนายนะ “

      “ ก็ไม่ได้หนักหนาอะไรนี่ “ โอ๊ยยยหัวใจทำไมมันดื้อด้านอย่างนี้นะ
      จะออกมาเต้นให้ซีวอนเห็นอยู่แล้ว
      ซีวอนมองอาการของคนตัวเล็กข้างหน้าก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ท่าทางเงอะง่ะนั่น
      แล้วยังก้มหน้าก้มตาพูดอีก
      ก็เป็นซะแบบนี้ฉันถึงได้ละสายตาไปจากนายไม่ได้เลยไงล่ะฮยอกแจ

      “ เราอย่าเพิ่งออกไปเลยนะ นายช่วยอยู่กับฉันก่อนได้ใหน “
      แขนแกร่งถือวิสาสะเข้าโอบกอดร่างบางจากทางด้านหลังโดยไม่รอขอคำอนุญาติ
      ร่างบางไม่สามารถขยับหนีไปใหนได้ก็ในมือยังถือจานเนื้อของพี่เยซองอยู่เลย
      แล้วยังถูกรวบจากทางด้านหลังอีก ร่างบางสัมผัสได้ถึงลมอุ่นๆ
      ที่อยู่ตรงต้นคอขาวเนียนนั้น
      ตอนนี้เลือดในกายต่างพากันไปทะลักอยู่ที่หน้าของคนตัวเล็กกว่า
      สัมผัสที่คุ้นเคย เสียงกระซิบแผ่วเบาอยู่ข้างๆหู “ ฉันมาเอารางวัล “
      แล้วก็ไม่รอคำตอบอีกเช่นเคยซีวอนหันร่างบางให้มาเผชิญหน้ากับตัวเอง
      พร้อมทั้งปิดปากร่างบางด้วยปากของเขา ลิ้มรสสัมผัสหวานนั้นอยู่เนิ่นนาน
      นานจนร่างเล็กตรงหน้าพลักเขาออกจากการขโมยจูบอันเหิมเกริมของผู้ชายร่างสูงนี้
      หน้าที่แดงอยู่แล้วกลับต้องแดงกว่าเก่าอีก 2 เลเวล
      เมื่อรวบรวมสติได้หัวสมองสั่งการให้ฮยอกแจรีบออกไปจากตรงนี้ก่อนที่ร่างสูงข้างหน้าจะได้ทำอะไรมากไปกว่านี้
      เมื่อคิดได้อย่างนั้นก็จ้ำอ้าวออกไปพร้อมกับจานเนื้อของเยซอง
      ทิ้งร่างสูงให้มองตามพร้อมรอยยิ้มสมใจบนใบหน้าหล่อนั้น

      “ เอ่อ ขอโทษครับ “
      เสียงใสของชายหนุ่มแปลกหน้าที่เพิ่งย่างกรายเข้ามาในร้านเรียกสายตาทุกคู่หันกลับไปมองที่ต้นเสียง


      “ ขอโทษครับ เราปิดร้านแล้ว “
      อีทีกเข้าใจว่าเป็นลูกค้าเขาบอกชายหนุ่มหน้าตาน่ารักเกินกว่าจะเป็นผู้ชาย
      ด้วยวาจาสุภาพ พร้อมรอยยิ้มที่ทุกคนเข้าใจดีว่านั่น ยิ้มเพื่อการค้า

      “ ผมมาสมัคงานฮะ เห็นปิดประกาศไว้ที่หน้าร้าน “

      รูปร่างไม่สูงมากนัก ติดที่ออกไปทางอวบหน่อยๆ แต่นั่นกลับทำให้คน
      คนนี้ดูน่ารักขึ้นไปอีกเป็นกอง หน้าได้รูป ดวงตากลมโต ปากหยักอิ่มเอิบ
      ผิวขาวเนียนเหมือนไม่เคยผ่านการทำงานใดๆ มาก่อนในชีวิต
      อีทึกประเมินว่าที่พนักงานใหม่ด้วยสายตา

      “ ว่าแต่นายจะทำได้เหรอ เคยทำงานมาก่อนหรือเปล่า “
      เจ้าของร้านเริ่มสัมภาษทันที

      “ เคยทำงานในร้านอาหารจีนฮะ ผมทำได้แน่นอน รับผมเถอะนะฮะ “
      ว่าที่พนักงานใหม่อ้อนวอน

      “ รับเขาเหอะพี่ อย่างกนักเลยน่า “
      ทงเฮออกอาการดีใจมากกว่าเพื่อนที่จะได้คนมาเพิ่มเขาได้ไม่ต้องเหนื่อยทั้งที่ปรกติก็อู้ให้ฮยอกแจทำมากกว่าอยู่แล้ว

      “ ใช่พี่ รับเขาเหอะ ฮยอกแจทำงานหนักอยู่คนเดียวจะได้มีคนมาช่วย “
      ซีวอนที่เพิ่งเดินออกมาจากในครัวก็ช่วยพูดอีกแรง
      ก็เขาไม่อยากให้ฮยอกแจทำงานหนักเกินไปจนผอมแห้งจะปลิวลมได้อยู่แล้ว
      แถมทงเฮยังชอบอู้งานบ่อยๆอีก

      “ ชเวซีวอนนายพูดงี้หมายความว่าไง นายหาว่าฉันกินแรงเพื่อนงั้นเหรอ ห๊า”

      “ หรือไม่จริงล่ะ นายชอบโดดงานอยู่เรื่อย “
      คราวนี้กลับเป็นเสียงคิบอมที่พูดความจริงที่ทงเฮไม่อาจยอมรับได้

      “ คิม คิ บอม งานนี้แกตายแน่” สองคู่กัดทำท่าจะเปิดศึกกันอีกรอบ
      ทิ้งให้คนเปลกหน้ายืนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าสองคนนี้ทะเลาะกันเพราะตัวเองหรือเปล่าที่เป็นต้นเหตุ
      จนคังอินต้องปราดเข้าไปจับเจ้าตัวยุ่งก่อนที่จะส่งหมัดไปกระแทกหน้าหล่อๆ
      ของลูกทีมตัวเอง ไม่ต่างจากคยูฮยอนที่เข้าไปกันเพื่อนรักไว้เหมือนกัน
      แล้วก็มีเยซองยืนถือจานเนื้อ ขวางกั้นอยู่ตรงกลางระหว่างสองคน
      ส่วนฮยอกแจนั้นหลบไปอยู่ข้างหลังซีวอนเรียบร้อยแล้วเพราะกลัวลูกหลง
      ส่วนอีทึกไม่ได้สนใจสงครามย่อยๆด้านหลัง จะเรียกว่าชินซะแล้วก็คงไม่ผิด
      “ ทำไมนายถึงต้องมาทำงานพิเศษล่ะ “

      “คือ ที่บ้านผมจนไม่มีเงินส่งให้เรียน ผมเลยต้องมาทำงานส่งตัวเองเรียนฮะ”
      คนบ้านจนตอบคำถามตีหน้าเศร้า

      “ นายเป็นเด็กดีจัง ตกลงฉันรับนายเข้าทำงานล่ะกัน ว่าแต่นายชื่ออะไรล่ะ “

      “ ผม อีซองมิน ฮะ “

      “ ว้าววววววววว ร้านนี้มีแต่คนตะกูลอีทั้งนั้นเลย อีทงเฮ อีฮยอกแจ
      เจ้าของร้านอีทึก ส่วนอีซองมินก็จะมาเป็นพนักงานใหม่ “

      “ เยซองฉันว่าแกไปกินเนื้อของแกต่อเถอะป่ะ
      อย่าไปยุ่งเรื่องของชาวบ้านเขานักเลย “

      “ เฮ้ยยยยยย แกไม่ต้องออกโรงปกป้องกันขนาดนั้นก็ได้มั้งคงอิน
      มันไม่ออกนอกหน้านอกตาไปหน่อยหรือไง “
      คนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเดินแก้มป่องงอนกลับไปนั่งจุ้มปุ๊กกินอาหารตามเดิม
      หลักจากที่ใช้พลังงานในการห้ามศึก กว่าจะจบลงได้ก็เล่นเอาเหนื่อยไปตามๆกัน

      “ เอาเป็นว่า......พรุ่งนี้นายมาทำงานได้เลยนะ “

      “ ฮะ “ พนักงานใหม่หมาดๆ ตอบหนักแน่น แล้วหันหลังตั้งท่าจะเดินออกไป

      “ นี่.......... มากินด้วยกันก่อนซิ “
      ฮยอกแจวิ้งไปจับมือของเพื่อนร่วมงานคนใหม่ได้ทันก่อนที่เพื่อนตัวอวบจะออกจากร้านไป

      “ ต้อนรับพนักงานใหม่ไงล่ะ ถึงพี่อีทึกจะงกไปหน่อยแต่ก็ใจดีนะ “
      ทงเฮช่วยพูดอีกแรงแถมยังนินทาเจ้าของร้านต่อหน้าต่อตาอีก
      จนคนที่ถูกนินทาซึ้งๆหน้าต้องส่งสายตาดุๆ มาเป็นรางวัลให้คนปากมาก
      แล้วเอ่ยชวนพนักงานใหม่ให้อยู่กินด้วยกัน “ จะได้ทำความรู้จักกันไงล่ะ “

      “ ขอบคุณฮะ “
      ซองมินพาร่างอวบของตัวเองไปนั้งอยู่เก้ากี้ด้านข้างที่ทงเฮเป็นคนไปหยิบมาวางไว้ให้

      “ นายน่ารักเหมือนผู้หญิงเลย เป็นผู้ชายแน่เหรอ “

      ร่างอวบด้านข้างที่กำลังจะนั้งลงชะงักกึ๊ก อ๊ะ !ไอ้หมอนี่
      เจอหน้ากันวันแรกก็กวนโมโหเขาซะแล้ว แล้วรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ กวนประสาทนั้นอีก
      ซองมินไม่ได้สนใจที่จะตอบคำถามนั้นเลยหันไปส่งยิ้มให้หนุ่มแก้มป่องที่นั้งอยู่อีกข้าง

      “ ฉันชื่อ คิมคิบอมนะ ยินดีที่ได้รู้จัก
      ส่วนคนที่นั่งข้างๆนายฝั่งโน้นก็คยูฮยอนเพื่อนสนิทฉันเอง “
      คยูฮยอนแค่หันมายิ้มให้บางๆเท่านั้นแล้วหันกลับไปจัดการกับอาหารตรงหน้าต่อ
      อ้อ ไอ้หน้าหล่อ กวนประสาทนี่ชื่อคยูฮยอนหรอกเหรอ ฉันจะจำเอาไว้
      ฉันจะอยู่ให้ห่างจากนายให้มากที่สุดเลย ซองมินได้แต่หงุดหงิดอยู่ในใจ
      แต่ถึงจะหงุดหงิดแค่ไหนเขาก็ไม่ลืมที่จะยิ้ม ยิ้มเข้าไว้อีซองมิน ยิ้มไว้
      เพื่อที่นายจะได้อยู่ที่นี่ต่อไป แล้วร่างอวบก็หันไปทำความรู้จักกับคนอื่น
      ๆต่อ

      “ ส่วนฉันชื่อ อีทงเฮน่ะ เป็นพนักงานร้านนี้เหมือนกัน
      แล้วก็โน้นคนที่นั้งทำหน้าซื่อๆดูโง่ๆหนะ ชื่อ
      อีฮยอกแจ “

      “ ดีใจนะที่ได้นายมาทำงานด้วยกัน แต่อย่าไปฟังทงเฮมากล่ะ
      ไม่ค่อยได้มีสาระหรอก “
      ฮยอกแจส่งยิ้มทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่อย่างเป็นกันเองแล้วก็ไม่ลืมที่จะกัดเพื่อนเก่าตัวแสบของเขาด้วย
      ส่วนตัวแสบก็ยังป่วนไม่หยุด

      “ส่วนคนที่นั่งข้างๆคือ ชเวซีวอน ที่ชอบมาที่ร้านบ่อยๆ
      ไม่รู้ว่าติดใจราเมงหรือพนักงานโง่ๆ กันแน่ “
      ซีวอนยิ้มแก้มปริกับการแนะนำตัวของทงเฮ แต่ฮยอกแจนี่ซิ
      อายจนแทบจะมุดดินหนี้อยู่แล้ว แต่ยัง
      ตัวป่วนยังไม่หมดฤทธิ์ง่ายๆยังคงแนะนำคนอื่นๆต่อไป

      “ นี่พี่อีทึกเจ้าของร้านนายคงได้รู้จักไปแล้วส่วนคนที่นั่งข้างๆ ร่างใหญ่ๆ
      หน้าละม้ายคล้ายหมีนั่นคือพี่คังอิน เป็นแฟนเจ้าของร้าน
      แล้วก็ที่กินไม่หยุดอยู่นั่นก็พี่เยซอง “

      “ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนฮะ ผมฝากตัวด้วย “
      ซองมินทักทายด้วยมารายาทงดงามกับความใจดีแล้วก็เป็นมิตรของ ทุกคนที่นี่
      และทุกคนก็ดูจริงใจ ไม่เหมือนกับหลายๆคนที่เขาได้รู้จักมาตลอดชีวิต
      เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจจริงๆ เว้นก็แต่ไอ้หน้าหล่อข้างๆนี่แหล่ะ
      ที่ยังจ้องเข้าไม่เลิก อดรนทนไม่ไหวจึงต้องหันไปถามให้รู้เรื่อง

      “ หน้าฉันมีอะไรติดอยู่งั้นเหรอ “

      “ เปล่าหรอก ฉันแค่คุ้นๆหน้านาย เหมือนเคยเห็นที่ใหนน้า
      เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าเนี่ย” คิ้วเรียวหมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด
      เคยเห็นที่ใหนน้า นึกยังไงก็นึกไม่ออก ถ้าคิดต่อไปคงจะปวดหัวเปล่าๆ
      คยูฮยอนเลยหันมาสนใจอาหารตรงหน้าต่อ

      .................................................................................................................

      ห้องกรรมการนักศึกษา
      กรรมการนักศึกษากำลังวุ่นวายอยู่กับเอกสารกองโตมือเรียวบางควานหาเครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กที่คงจะกองอยู่กับเอกสารที่ใหนซักแห่ง
      พอเจอปุ๊บก็รีบกดโทรออกปั๊บ ฟังเสียงเพลงรอสายอยู่ได้ไม่นาน
      ทันทีที่ปลายสายกดรับแต่คงยังไม่ทันได้พูดอะไรออกมา
      หนุ่มหน้าสวยคิมฮีชอลก็กรอกเสียงใสตะวาดแว๊ดดดดทันที

      “ ฮันฮยองนี่นายอยู่ใหนห๊า รีบกลับมาช่วยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ถ้าอีก 5
      นาทีฉันไม่เห็นหน้านายล่ะก็ นายตายแน่ “
      พูดจบก็โยนโทรศัพท์ลงที่กองเอกสารบนโต๊ะ
      ไม่ได้สนใจว่าเจ้าเครื่องนั่นจะเป็นตายร้ายดียังไง
      ก็ตอนนี้เขายุ่งจะตายอยู่แล้ว งานก็เยอะ คนช่วยก็ไม่รู้หายหัวไปไหนกันหมด
      โอ๊ยยยยยยย คิดแล้วก็อยากจะ กรี๊ดดดดดด ออกมาดังๆ
      ตอนนี้หนุ่มหน้าสวยหงุดหงิดหัวเสียเป็นที่สุด
      แต่แล้วสายตาคมก็พลันเหลือบไปเห็นตัวช่วยที่เดินผ่านมาพอดี
      ไม่รอช้าเขารีบคว้าตัวช่วยนั้นไว้

      “ คิม เรียววุค “

      “ ฮะ อ้าวพี่ฮีชอลมีอะไรเหรอครับ “

      “ พอดีพี่ยุ่งๆ เลยอยากให้นายช่วยอะไรหน่อย “
      ตัวช่วยทำหน้าสงสัยกับสิ่งที่พี่ชายหน้าสวยจะให้ช่วยคงไม่ได้ให้เขาไปทำอะไรแปลกๆหรอกนะ
      บอกตามตรงแอบกังวัลใจอยู่ไม่น้อยตั้งแต่ได้ยินเสียงเรียกแล้ว
      “ นายช่วยเอาเอกสารนี่ไม่ไปให้ที่ชมรมบาสหน่อยนะ “
      ว่าแล้วพร้อมยืนซองเอกสารส่งให้ ตัวช่วยก็แอบถอนหายใจเบาๆ เหมือนกัน เฮ่อออ
      โล่งอกนึกว่าจะให้ทำอะไรแปลกๆซะอีก

      “ แค่เอาไปให้แค่นั้นใช้ป่ะฮะ”
      มือบางยืนออกไปรับซองเอกสารมาแล้วรีบไปยังที่หมายทันที

      ในขณะเดียวกันที่ชมรมบาส
      เครียดดดด เครียด เครียด สมาชิกชมรมบาสทุกคนกำลังนั่งเครียดกันสุดชีวิต
      ทั้งที่ปรกติชมรมนี้ออกจะห่างไกลคำว่าเครียดอยู่ไกลโข
      ไม่เคยเลยซักครั้งที่จะต้องมานั่งคิดไม่ตกขนาดนี้ ห้าสมาชิกหลัก
      คังอินกัปตันทีม เยซองผู้ช่วย ซีวอน คิบอม และ คยูฮยอน
      นั่งล้อมวงสีหน้าแต่ล่ะคนบงบอกอาการว่าคิดไม่ตก

      “ เอาไงดีพี่คังอิน คิดหน่อยซิ เป็นกัปตันทีมไม่ใช่เหรอ “

      “ เอ่อออออ ฉันก็กำลังคิดอยู่นี่ไงไม่เห็นเหรอ นายหุบปากไปเลยคยูฮยอน
      ฉันปวดหัวโว้ยยยย “

      “ แค่ผู้จัดการทีมคนเดียว ทำไมมันหายากนักว่ะ “
      เป็นเยซองที่โวยขึ้นมาก็ผู้จัดการคนเก่าดันมาลาออกกระทันหันซะนี่
      แล้วจะไปหาที่ใหนทันกันล่ะ ใกล้จะแข่งแล้วด้วย

      แต่เดี๋ยวก่อนนะ ผมว่าผม คิดอะไรดีๆ ออกแล้ว
      สมองคิดประมวลผลอย่างรวดเร็วขอบคุณพระเจ้าที่ส่งตัวช่วยมาให้นะครับ
      เยซองขอบคุณพระเจ้าเสร็จสัพก็เหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าพร้อมเข้าไปหาเป้าหมายที่เล็งไว้


      “ มาธุระที่ชมรมบาสเหรอ “

      “ ฮะ พอดีว่า ....... “ ยังไม่ทันที่จะพูดได้จบคู่สนทนาก็ชิงพูดขึ้นก่อน

      “ งั้นก็ดีเลย แสดงว่ามาสมัคซิน่ะ “

      “ คือว่า .... ไม่ใช่ “

      “ มือนายสวยดีนี่ “
      พูดยังไม่ทันจบมือของเขาก็ถูกจับไปกดกับหมึกสีแดงแล้วก็เอาไปกดทับกับกระดาษอีกแผ่น
      เรียววุคยื่นงงเป็นไก่ตาแตก

      “ ดีใจด้วยน่ะ นายได้รับเกียรติให้เป็นผู้จัดการทีมของเราแล้วล่ะ
      นายนี่โชคดีนะ รู้ใหมสาวๆอยากได้ตำแหน่งนี้กันค่อนมหาลัยเลยนะ “
      เยซองรีบแจงให้ว่าที่ผู้จัดการคนใหม่เข้าใจถึงโชคดีอันนี้ ที่ใครๆก็ต้องอิจฉา

      แล้วก็หันไปตะโกนบอกข่าวดีกับสามชิกที่เหลือ “ เฮ้ยยยยยยยย
      เราได้ผู้จัดการทีมคนใหม่แล้ว “
      แล้วก็ตามมาด้วยเสียวอึกกะทึกครึกโครมแสดงความดีใจของเหล่าสมาชิก
      แต่เสียงนั้นกลับไม่ได้เข้าหูของอีกคนที่ยังยืนงง ตัวแข็วทื่อ นี่มันอะไรกัน
      แค่จะเอาเอกสารจากพี่ฮีชอลมาให้แล้วไหงกลับมาถูกจับเซ็นสัญญาเป็นผู้จัดการทีมล่ะ

      อะไรกันเนี๊ยยยยยยยยย

      “ เอ่ออออ คือ พี่ฮะ “
      พอจะรวบรวมสติได้ก็อยากจะตีปากตัวเองนักทำไมมันถึงพูดไม่ได้อย่างที่ใจคิดเอาซะเลยแล้วจะปฏิเศษได้ใหมล่ะเนี่ย


      “ ขอบใจนายมากนะ พวกเราก็กำลังคิดไม่ตกอยู่พอดีว่าจะไปหาผู้จัดการทีมที่ใหน
      นายนี่มาเป็นตัวช่วยได้ทันเวลาพอดี ฉันชื่อคังอิน เป็นกัปตันทีม
      แล้วก็ขอบใจอีกครั้งแทนทุกคนด้วยล่ะกัน ส่วนหน้าที่
      ที่นายต้องทำเดี๋ยวจะให้เยซองค่อยๆบอกแล้วกัน ฉันไปซ้อมก่อนนะ “
      ทักทายผู้จัดการทีมคนใหม่พร้อมกับตบไปที่ไหล่ ป๊าบป๊าบ
      สองทีแสดงความเป็นกันเอง แล้วก็วิ้งไปรวมกับสมาชิกคนอื่นๆเพื่อซ้อมต่อ
      ทิ้งให้ผู้จัดการหมาดๆ ยืนตาค้าง น้ำตาคลอเบ้า กอดซองสีน้ำตาลในมือแน่น “
      อะไรกันฉันยังไม่ได้พูดอะไรซักคำเลยนะ ตัวช่วยงั้นเหรอ
      ฉันเกลียดคำนี้ที่สุดเลย “ และก็เหมือนทุกที ที่ไม่มีใครได้อยู่ฟังคน สักคน
      ……………………………………………………………………….

 Chapter 2

      “ ซองมิน ทงเฮ ฮยอกแจมันหายหัวไปใหนห๊า”
      “ เอ่อออ มันบอกว่าไม่สบายเมนมาหนะพี่ “
      พอได้ฟังคำแก้ตัวของลูกจ้างตัวแสบที่แก้ตัวแทนเพื่อนสนิท
      เจ้าของร้านหน้าสวยจอมเคี้ยวก็แทบจะกรี๊ดออกมาดังๆ
      พร้อมกระโดดขาคู่เข้าใส่เจ้าตัวดีที่กำลังหัวเราะงอหายอยู่นั่นนักเชียว
      ส่วนอีซองมินก็พาซื่อ พูดมาได้หน้าตาเฉย “ ฮยอกแจเป็นผู้ชายนะทงเฮ “
      แล้วพวกมันก็พากันหัวเราะ ขำกลิ้งกันอีกรอบ
      นี่พวกมันโง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่ เนี่ย
      “ นี่พวกนายสองคนบอกฉันมาซะดีๆ ว่าฮยอกแจมันหายหัวไปไหนห๊า “
      ทำเสียงเข้มขู่ถามอีกครั้งดั่งคนที่เส้นอารมณ์กำลังจะขาดผึง
      และคราวนี้มันก็ได้ผล
      “ ปวดหัว “
      “ ปวดท้อง “
      เอาล่ะสิ พยานปากเอก สองคนให้การไม่ตรงกันซะแล้ว ซองมินบอกปวดหัว
      ทงเฮบอกปวดท้อง
      “ ตกลงฮยอกแจมันเป็นอะไรกันแน่ ห๊า “ อีทึกถามเสียงเรียบแฝงความเย็นชาน่ากลัว
      “ คือตอนแรกมันบอกว่าปวดหัว แล้วต่อมาก็ปวดท้องด้วยฮะ
      แล้วมันยังบอกอีกว่าจะเข้ามาช้าหน่อย “
      ทงเฮรีบแจงก่อนที่เข้าของร้านหน้าสวยจะซักไซร้ไปมากกว่านี้
      เพราะถ้าถามมากกว่านี้เขาต้องหลุดปากบอกความจริงแน่ๆ
      พอแจ้งข่าวเสร็จก็รีบชิ้งหายวับเอาตัวรอดเข้าไปในครัว
      ทิ้งภาระไว้ให้เพื่อนสนิทอีกคนต้องอยู่รับหน้าต่อ
      “ แน่นะซองมิน “ ถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง เพราะไม่ค่อยจะเชื่อใจคู่หู
      คู่ป่วนเอาซะเลยแล้วคิดว่าซองมินคงจะน่าเชื่อถือได้มากกว่าสองคนนั้น แต่
      แน่ใจแล้วเหรอ อีทึก
      “ แน่ฮะพี่ “ คนที่น่าไว้วางใจตอบหนักแน่น ตาใสแป๋วเป็นประกายจนอีทึกไม่ติดใจ
      หายสงสัย แล้วออกไปต้อนรับลูกค้าที่เพิ่งจะเดินเข้ามาในร้าน
      คนโกหกคำโตเลยต้องลอบถอนหายใจพรืด เกือบถูกจำได้แล้วไหมล่ะ
      ถึงซองมินจะมาทำงานที่ร้านได้ไม่กี่วันแต่ก็สนิทสนมกับทั้งสองคนเป็นอย่างดี
      จะเรียกว่าเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยก็ว่าได้
      และสาเหตุที่ทั้งสองคนต้องโกหกก็เพราะ..................

      สามวันก่อนหน้านั้น
      “ อ่ะ ราเมงที่นายสั่ง “
      มือบางจัดวางราเมงหอมกรุ่นหน้าตาน่ากินลงบนโต๊ะด้านหน้าที่มีร่างสูงนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
      ก่อนที่ร่างบางในชุดผ้ากันเปื้อนสีฟ้าอ่อนจะหันกลับไปทำงานต่อ
      แต่กลับมีมือแกร่งของคนตัวใหญ่ฉุดให้ต้องหันกลับไปมอง
      “ ฮยอกแจวันอาทิตย์นี้นายว่าหรือเปล่า “
      เจ้าของมือแกร่งส่งคำถามไปให้เจ้าของร่างที่เขาฉุดรั้งเอาไว้พร้อมรอคำตอบด้วยใบหน้าที่คาดหวังว่าจะได้คำตอบที่ถูกใจ
      แล้วก็ต้องหน้าตึงขึ้นทันทีกับคำตอบที่ได้ยิน
      “ วันอาทิตย์ฉันต้องทำงานหนะ ทำไมเหรอซีวอน “
      “ พอดีฉันได้ตั๋วหนังมาสองใบ กะว่าจะชวนนายไปดูด้วยกัน
      แต่นายต้องทำงานคงไปไม่ได้แล้วล่ะมั้ง “ ร่างสูงตรงหน้าออกอาการงอน
      ก็เขาอุส่าห์ ไปหาตั๋วหนังเรื่องที่คนตัวเล็กข้างหน้าบ่นนักบ่นหนาว่าอยากจะดู
      แต่คนโง่ตรงหน้ากลับบอกมาได้ว่าต้องทำงาน
นี่จะหยุดสักวันนึงไม่ได้หรือไงเนี่ย
      “ ฉันบอกว่าต้องทำงานแต่ไม่ได้บอกนี่ว่าจะไปไม่ได้ “
      พอบอกออกไปแล้วก็ต้องก้มหน้างุดๆหลบความอายที่พากันขึ้นมาที่หน้า
      พอลอบมองคนที่เอ่ยชวนก็ต้องหัวเราะคิก คนอะไรเปลี่ยนอารมณ์ได้ไวจริงๆ
      เมี่อกี๊ยังทำหน้าบูดเป็นตูดอยู่เลย ตอนนี้กลับมายิ้มหวานซะแล้ว
      “ งั้นฉันจะรอนะ ฮยอกแจ “

      ด้วยเหตุนี้ทำให้ร้อนถึงเพื่อนอีกสองคนต้องช่วยกันหาทางออก
      ว่าจะให้เพื่อนได้ไปดูหนังได้ยังไงโดยที่ไม่โดนดุ
      “ น้า....... พวกนายช่วยฉันหน่อยนะ “
      “ เอ่ออ ก็ได้ นี่ถ้าไม่ใช่นายฉันไม่ยอมช่วยหรอกนะ “
      “ แล้วนายจะทำไงล่ะทงเฮ นายมีแผนแล้วเหรอ “
      ซองมินถามพร้อมส่งสายตาสงสัยไปให้คนเจ้าแผนการ สงสัยเหลือเกินว่าจะทำไงต่อไป
      “ เอางี้ ฮยอกแจนายก็เข้ามาช่วงเย็นๆหน่อยก็แล้วกัน
      ส่วนที่เหลือเดี๋ยวฉันกับซองมินจะจัดการเอง “
      คนเจ้าแผนการนัดแนะสายตาเป็นประกายอย่างนึกสนุก
      “ เอ่อออ ทงเฮ นี่เราต้องโกหกพี่อีทึกด้วยใช่ป่ะ “
      ซองมินนึกแล้วก็ขยาดไม่อยากนึกถึงตอนที่เจ้าของร้านหน้าสวยต้องวีนเอาซะเลย
      “ ขอบใจพวกนายสองคนมากนะ ที่ช่วย ฉันจะรีบกลับมาก็แล้วกัน อ้อ
      แล้วก็จะซื้อขนมมาฝากพวกนายด้วย “
      ตัวต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนๆต้องเดือดร้อนขอบอกขอบใจเป็นการใหญ่แถมด้วยสินบนปิดปากอีกต่างหาก


      ..................................................................................................................


      “ นี่......ซองมิน นายว่าฮยอกแจจะกำลังทำอะไรอยู่น้า “
      “ ก็ดูหนังล่ะซิ ไม่เห็นต้องถามเลยทงเฮ “ คนตอบก็พาซื่อ อ๊ะ!ผมไม่ผิดนะ
      ก็ฮยอกแจบอกว่าจะไปดูหนังแล้วขอร้องให้พวกเราปิดพี่อีทึกไม่จริงหรือไง
      “ อ๊า.........ซองมินไม่ใช่แบบนั้น
      ฉันหมายถึงจะไปทำอย่างอื่นกันต่อหรือเปล่าหนะ “
      “ แล้วฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะ ไว้ฮยอกแจกลับมานายก็ถามเขาซิ “
      เพื่อนใหม่ร่างอวบแนะนำ ใจจริงก็อยากรู้อยู่เหมือนกันแต่ไม่ได้กระตือรือร้น
      อย่างตัวป่วนที่ออกอาการอยากรู้อยากเห็นกว่าใครเพื่อน
      แล้วก็เหมือนสวรรค์ลงโทษเด็กไม่ดี ที่ชอบโกหก
      คำสั่งประกาษิตก็ลอยตามลมมาแต่ไกล
      “ ทงเฮเดี๋ยวนายออกไปส่งของให้ลูกค้าด้วยนะ “
      “ อ่า............. ทำไมต้องเป็นผมด้วยล่ะ “ ร่างบางกัดปากทำหน้างอง้ำ
      ก็ข้างนอกมันร้อนจะตายทุกทีก็เป็นฮยอกแจที่ออกไปส่ง
      แล้วไหงมันเป็นแบบนี้ล่ะเนี่ย
      “ ก็ฮยอกแจไม่อยู่ ส่วนซองมินก็ยังไม่ค่อยรู้ทาง
      เพราะฉนั้นนายนั่นแหละที่จะต้องไป แล้วก็ห้ามเถียง”
      ปากที่อ้าค้างตั้งท่าจะเถียงต้องงับลงปิดสนิทเหมือนเดิมเมื่อโดนคำสั่งประกาษิตเข้าเต็มๆ
      ซองมินก็ได้แต่ยืนเอ๋อไปเลยเมื่อเห็นวิธีปราบพยศตัวแสบเข้าเต็มตา
      พร้อมเตือนตัวเองในใจ อย่าทำให้พี่อีทึกโกรธจะดีกว่าไม่งั้นอาจจะไม่ได้ตายดี
      แล้วศพอาจจะไม่สวย ต้องระวัง ต้องระวัง

      ในขณะเดียวกันที่ชมรมบาสก็วุ่นวายไม่แพ้กัน
      “ นี่...........พวกนายเห็นซีวอนบ้างไหม ทำไมไม่มาซ้อม “
      เสียงกัปตันทีมร่างใหญ่ถามหาลูกทีมคนสำคัญของตัวเองกับคนโน้น คนนี้
      แต่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่รู้ไม่เห็น
      ยิ่งทำให้ความดันพรุ่งปรี๊ดถึงขีดสุด
      ชเวซีวอน แกกล้าโดดซ้อมงั้นเหรอ กลับมาก่อนเถอะเดี๋ยวได้เห็นดีกันแน่
      “ คิบอมเดี๋ยวนายกับคยูฮยอนช่วยกันโทรหาซีวอนด้วยว่ามันอยู่ที่ใหน
      ส่วนนายเยซองบอกงานที่จะต้องทำกับผู้จัดการทีมคนใหม่ด้วย”
      คังอินออกคำสั่งกับลูกทีมเสร็จสัพก็หยิบโทรศัพท์กดโทรออกหาคนที่คุ้นเคยเดินเลี้ยวหลบมุมไปแอบคุยกับอีกคน
      “ นี่อีทึกฉันเองนะ นายว่างหรือเปล่า เราไปเดทกันเถอะ โอเคฉันจะรอนะ “
      วางโทรศัพท์ปุ๊บก็เดินยิ้มแก้มปริออกไป
      ทิ้งไว้แต่สายตาของลูกทีมที่มองหน้ากันงงๆ
      กับอารณ์ที่เปลี่ยนได้ไวเท่าความไวแสงของกัปตันทีมร่างใหญ่
      เมื่อกัปตันทีมก็ไม่อยู่ลูกทีมต่างก็พากันเริงร่าโดดซ้อมกันเป็นแถว
      “ ฉันว่านะ ซีวอนมันต้องโดดซ้อมไปเที่ยวกับฮยอกแจแน่เลยว่ะ แกว่าใหมคยู”
      “ ไม่รู้ซิ โทรไปก็ไม่ติด
      แต่ลงทุนโดดซ้อมขนาดนี้ไอ้บ้าที่ใหนมันจะเปิดเครื่องไว้ให้โทรตามกันว่ะ”
      “ แล้วนี่แกจะกลับบ้านเลยหรือเปล่า คิบอม “
      “ ยังหรอก ว่าจะไปหาซื้อของก่อนว่ะ นายไปด้วยกันใหม “
      เพื่อนซี้แก้มป่องเอ่ยชวน
      “ ไม่อ่ะ หิวว่ะ
      ว่าจะไปหาไรกินที่ร้านพี่อีทึกก่อนกะว่าจะไปถามข่าวของซีวอนมันซะหน่อย
      ที่นั่นต้องมีคนรู้แน่นอน เราได้ไม่ต้องมานั่งเดาไง แล้วก็คงจะกลับบ้านนอนเลย
      “
      “ เอ่อ งั้นก็โชคดีนะ ไว้ค่อยเจอกันพรุ่งนี้ “
      สองเพื่อนซี้ร่ำลากันก่อนที่จะแยกย้ายกันไป
      แต่ก็ยังมีอีกคนที่ต้องอยู่จัดการปัญหาที่ชมรมต่อ
      “ เอ่อ พี่ครับผมไม่ได้จะมาเป็นผู้จัดการทีมนะฮะ “
      ร่างเล็กที่ต้องตกระไดพลอยโจนมาเป็นผู้จัดการทีมบาสของมหาลัยอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
      ยืนแข็งทือทำอะไรไม่ถูกทั้งที่วันนี้ตั้งใจจะมาปฏิเศษแต่ปากมันดันพูดไม่ได้อย่างที่ใจคิด
      แถมยังทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อีก
      แต่แล้วความหวังอันน้อยนิดที่ตั้งใจไว้แต่แรกก็ต้องพังครืนลงมาต่อหน้าต่อตา
      เพราะคนที่เป็นรุ่นพี่ที่จับเขาเซ็นสัญญาบ้าบอนั่นกลับพูดออกมาไม่อายปาก
      “ ไม่ได้หรอกนะ ก็นายเซ็นสัญญาแล้วก็ต้องทำตามสัญญาซิ จะมาเบี้ยวไม่ได้หรอก
      แต่ถ้านายไม่ทำล่ะก็ ประวัตินักศึกษาดีเด่นของนายอาจจะต้องมัวหมองก็ได้นะ “
      โธ่ ถัง ชีวิต คิมเรียววุคอุส่าตั้งใจเรียนทำตัวดีมาตลอด
      จะมาตกม้าตายเอาอีตอนนี้เนี่ยน่ะ
      “ แล้วผมต้องทำอะไรบ้างล่ะ “
      หลังจากรู้ตัวแล้วว่าคงจะทำอะไรต่อไปไม่ได้ก็เลยต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมกันไป

      หึหึ รอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ที่เรียววุคไม่อาจเห็นได้ “
      แล้วฉันจะค่อยๆบอกนายละกัน
      แต่ตอนนี้ฉันหิวข้าวแล้วนายไปกินเป็นเพื่อนฉันหน่อย “ ผู้จัดการทีมหมาดๆ
      จำต้องก้มหน้าเดินคอตกตามรุ่นพี่ที่ยัดเยียดตำแหน่งให้อย่างช่วยไม่ได้
      จบกันชีวิตอันแสนสุขของคิมเรียววุค

      ......................................................................................................................

      หลังจากที่คิบอมขอแยกกับคยูฮยอนกะว่าจะแวะซื้อของที่ต้องการก่อนแล้วค่อยกลับหลังจากที่เดินผลานเงินในกระเป๋าเรียบร้อยแล้วตรงจะกลับบ้านไปผักผ่อน
      ระหว่างทางเดินหูพลันได้ยินเสียงของใครบางคนที่คุ้นหู เอามากๆ
      ไม่ต้องรอให้คิดรอบสอง คิบอมรีบเก้ายาวๆไปตามเสียงนั้น
      และภาพที่สะท้อนเขามาในตาคือ
      หนุ่มน้อยหน้าหวานคู่กัดของเขายืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผู้ชายตัวโต สี่ห้าคน
      ดูจากหน้าตาแล้วคงไม่ได้คุยกันธรรมดาแน่ๆ “ เจ้าเปี๊ยกจอมยุ่งหาเรื่องอีกแล้ว
      “ คิบอมสบทพรืดออกมาอย่างหัวเสียเป็นที่สุด
      แต่ไหงสองเท้ายาวกลับวิ่งเข้าไปกลางวงล้อมนั้นแล้วฉุดกระชากมือของร่างบางให้ต้องวิ่งตาม
      มายังทางแคบด้านข้าง วิ่งมาได้ไกลพอสมควร คิดว่าพวกนั้นคงตามมาไม่ทัน
      คิบอมหันกลับไปมองคนด้านหลังที่เขาดึงมา ร่างบางยืนหอบแฮ่ก ๆ
      โกยอากาศเข้าปอดเป็นการใหญ่
      ก็ทงเฮไม่ได้เป็นนักกีฬาเหมือนกับคิบอมที่จะได้ชินกับการวิ่งไกลๆแบบนี้
      ก่อนที่ทงเฮจะได้อ้าปากโวยวายตามนิสัย
      ก็ถูกมือใหญ่ฉุดกระชากอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่ได้วิ่งไปใหน
      แต่กลับไปแนบอยู่กับอกแกร่งของคนตัวโตกว่า แล้วหลบเข้ามุมมืดของซอกตึกแคบ
      “ เฮ้ยยยยยย พวกมันไปทางไหนแล้ว รีบตามไปให้ทัน อย่าให้หนีไปได้ “
      เสียงของคู่อริยังคงตามหาไม่ลดล่ะ
      แต่แล้วพวกมันก็วิ่งผ่านทั้งสองคนที่หลบอยู่ในมุมมืดไป
      ตอนนี้สภาพทงเฮดูเสียเปรียบไม่น้อย
      ก็หน้าหวานๆของคนร่างบางถูกมือหนากดไว้แนบกับอกแกร่ง
      นี่ตัวเขาเตี๊ยขนาดนี้เลยเหรอ คิดแล้วก็อนาจใจเหลือเกิน
      สงสัยต้องกินนมเยอะๆซะแล้ว
      ผิดกับอีกคนที่ตอนนี้ยังพยายามควบคุมการหายใจให้เป็นปรกติที่สุด
      ก็หัวใจเขามันเต้นไม่เป็นส่ำ ไม่รู้ว่าร่างเล็กที่เขากอดไว้จะได้ยินหรือเปล่า
      ไม่เคยที่จะต้องอยู่ใกล้กันขนาดนี้ ไม่เคยแม้แต่ที่จะสัมผัสร่างบางข้างหน้า
      เพราะเจอหน้ากันที่ไรก็ทะเลาะกันทุกที คนคนนี้จะรู้บ้างไหมว่าเขาคิดยังไง
      คิบอมจมอยู่กับความคิดได้ไม่นานเมื่อร่างบางในอ้อมแขนเริ่มออกฤทธิ์
      ดิ้นขลุกขลักเหมือนรู้ตัวว่าจะโดนเอาเปรียบ
      “ นี่ ปล่อยฉันได้แล้ว ทำบ้าอะไรของนายเนี่ย “ ตัวแสบจอมหาเรื่องตวาดลั่น
      ทำให้คนตัวโตต้องคลายมือออกปล่อยให้ร่างเล็กในอ้อมแขนเป็นอิสระ
      “ ฉันอุส่าช่วย ขอบใจซักคำก็ไม่มี แล้วนี่ยังมาตวาดใส่หน้าฉันอีกเหรอ ห๊า “
      “ แล้วใครเขาขอให้นายช่วยกันล่ะ
      ถ้านายไม่เข้ามายุ่งล่ะก็ฉันอัดพวกมันเล่ะไปแล้ว “
      ตัวก่อเรื่องยังทำปากเก่งอวดสรรพคุณตัวเองเข้าให้อีก
      “ อย่าขยันหาเรื่องนักจะได้ใหม ไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็น หะ “
      เกือบงับปากไว้ไม่ทัน เกือบจะหลุดออกไปแล้ว
      จะมาให้ตัวแสบนี่รู้ได้ยังไงว่าเขาเป็นห่วงแค่ไหน เสียเชิงแย่
      “ เป็นอะไร “
      “ เปล่า แค่ไม่ไหวจะเคลียร์เรื่องที่นายก่อไว้
      ตัวก็เล็กแค่นี้ยังจะซ่าไปมีเรื่องกับใครต่อใคร “
      คิบอมแก้ต่างให้ตัวเองเสร็จสรรพแล้วรีบหันขวับกลับไปทางเดินข้างหน้า
      หลบสายตาคมของตัวแสบที่จ้องมองอย่างจะหาคำตอบให้ได้
      คนที่มีความลับในใจเลยต้องปรับสีหน้าให้เป็นปรกติที่สุดแล้วก้าวยาวๆออกไป
      “ ชิ ปากแข็ง ฉันจะเป็นคนละลายน้ำแข็งที่ปากนายเอง
      ดูซิว่าจะปากแข็งไปได้สักกี่น้ำ “ ทงเฮเหยียดยิ้มร้ายเจ้าเล่ห์
      แววตาระริกถูกใจ ก่อนเอ่ย คำขอบคุณที่ผู้ชายมาดน้ำแข็งไม่อาจได้ยิน
      แล้วรีบวิ่งตามคนปากแข็งออกไป
      ทั้งสองคนกลับมาที่เดิมเพื่อเอามอเตอร์ไซด์ที่ตอนแรกทงเฮเป็นคนขับมาเพื่อส่งของให้ลูกค้า

      “ ฉันขับเอง นายซ้อนก็แล้วกัน “ คนแก้มป่องเสนอ
      แล้วมีหรือที่คนตัวเล็กกว่าจะยอมง่ายๆ
      “ เรื่องอะไร ฉันจะขับเอง นายนั่นแหละซ้อน “
      “ อย่ามาเรื่องมาก “ ว่าแล้วก็ส่งสายตาดุๆไปให้คนดื้อด้าน
      ที่ต้องยอมเป็นคนซ้อนด้วยหน้าที่บูดสนิท
      แล้วมือใหญ่ก็เอื้อมไปจับมือเรียวสวยของคนดื้อ
      ด้านหลังให้ไปโอบที่เอวของเขาเองอย่างถือสิทธิ์
      ” จับไว้ ระวังหล่นด้วยล่ะ “
      “ รู้แล้วน่า ขับดีๆแล้วกันถ้านายทำฉันร่วง ฉันฆ่านายแน่ “
      คิบอมได้ฟังคำขู่ของคนข้างหลังนึกแล้วก็อยากจะหาทางปิดปา กคนปากมากนัก
      แต่รอยยิ้มกลับระบายอยู่บนใบหน้าของเขาตลอดทางที่ขับกลับมาจนถึงร้าน

      ......................................................................................................................

      “ อ้าว ทำไมนายอยู่คนเดียวล่ะ แล้วคนอื่นๆไปไหนกันหมด “
      คยูฮยอนกวาดสายตามองไปทั่วร้านแต่กลับเจอพนักงานใหม่ยืนหัวโด่อยู่คนเดียว
      “ ทงเฮออกไปส่งของให้ลูกค้า ฮยอกแจก็ป่วยจะมาสายๆ
      ส่วนพี่อีทึกเห็นรับโทรศัพท์เสร็จก็ออกไปเลยทิ้งให้ฉันเป็นหมาเฝ้าร้านอยู่คนเดียว
      “ ซองมินอมลมแก้มป่องออกอาการงอนรุ่นพี่
      ที่ทิ้งให้เฝ้าร้านคนเดียวจากที่ก้มหน้าก้มตาเช็ดจานชามอยู่ก็เลยต้องเงยขึ้นมาสบตาคมของคนถาม
      “ แล้วนี่นายมาทำอะไรล่ะ “
      “ มานี่ ก็ต้องมากินสิไม่เห็นจะต้องถาม “
      ซองมินแทบจะกระโดดงับหัวคนยียวนกวนประสาทตรงหน้า
      ถ้าไม่ติดว่าเป็นลูกค้าป่านี้คงได้ลงไปนอนกองอยู่ที่พื้นนานแล้ว “ จะเอาอะไร
      “ เอ่ยถามเสียงห้วนก่อนจะได้รับออเดอร์มา
      คยูฮยอนสั่งของที่ต้องการเสร็จเรียบร้อยก็เดินไปนั่งที่โต๊ะด้านข้างติดหน้าต่าง
      จะได้เห็นวิวด้านนอกด้วย
      ซองมินจัดของตามที่ลูกค้าหน้าหล่อต้องการพร้อมเดินมาเสริฟยังโต๊ะที่คยูฮยอนนั่งรออยู่
      แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นคนคุ้นหน้าอยู่นอกร้านซองมินจำได้ทันที
      เลยต้องรีบก้าวยาวๆออกไปหาก่อนที่คนคนนั้นจะเข้ามาในร้านทำให้เขาต้องเดือนร้อน

      คยูฮยอนเห็นร่างอวบวิ่งดุ๊กๆ ออกไปนอกร้าน
      นึกสงสัยว่าจะไปไหนกันด้วยความอยากรู้เป็นทุนเดิมเลยตามออกไปห่างๆ
      ทิ้งระยะไม่ให้คนร่างอวบข้างหน้ารู้ตัวว่ามีใครตามมา
      ด้วยความห่างเลยได้ยินไม่ค่อยชัดว่าสองคนนั้นคุยอะไรกันบ้าง
      แต่ที่คยูฮยอนพอจะจับใจความได้
      ก่อนที่ผู้ชายใส่สูทชุดดำสุดหรูทิ้งทายไว้แล้วก้าวขึ้นรถไป
      คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด อีซองมินนายเป็นใครกันแน่
      ซองมินเดินกลับมาที่ร้านปรับสีหน้าให้เป็นปรกติที่สุด หวังว่าคงไม่มีใครเห็น
      โชคดีที่วันนี้ทุกคนไม่ได้อยู่ร้านไม่งั้นความลับของเขาคงต้องแตกแน่ๆ
      แต่ซองมิน นายลืมอะไรไปหรือเปล่าว่ามีอีกคนนึงที่อยู่
      แล้วก็ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถึงแม้ว่าจะไม่ได้ยินก็ตาม
      “ ไปใหนมาเหรอ “
      “ ไปทิ้งขยะ “
      ร่างอวบตอบตะกุกตะกักขณะที่เดินผ่านร่างสูงที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
      คยูฮยอนมองหน้าจำเลยกะว่าจะหาพิรุธ แต่ซองมินกลับไม่ให้ความร่วมมือ
      รีบชิ้งหนี้เข้าไปซะก่อน
      “ อ้าวววววว ทงเฮทำไมถึงมากับคิบอมได้ล่ะ “
      ซองมินส่งเสียงถามเพื่อนร่างบางเมื่อเห็นสองคู่กัดกลับมาพร้อมกันได้
      แล้วก็ต้องตาโตเป็นไข่ห่านเมื่อมองสภาพเพื่อนตัวเองให้ดีแล้วเหมือนไปฟัดกับหมามาสัก
      10 ตัว ส่วนอีกคนก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก
      “ นั่นซิ ไปทำยังไงถึงได้มาด้วยกันได้เนี่ย แล้วนี่ไปฟัดกับหมาที่ใหนกันมา “
      คยูฮยอนเองก็ตกใจไม่แพ้กันที่เห็นสภาพเพื่อนรัก
      แต่ที่ตกใจมากกว่าคือไอ้ที่มาด้วยกันกับเทเฮเนี่ยเหละ
      หรือว่าสองคนนี้มันจะสมานฉันท์กันแล้ว
      “ ก็ดันมีคนไม่เจียมตัวแถวๆนี้ ไปหาเรื่องกับนักเลงข้างนอกนะซิ “
      “ ฉันไม่ได้เป็นคนหาเรื่องนะ พวกมันต่างหากที่หาเรื่องฉันก่อน “
      คนถูกหาว่าไม่เจียมตัวเถียงป่าวๆ ไม่ยอมแพ้
      แล้วท่าทางจะยืดยาวแน่ถ้าคยูฮยอนไม่ปรามซะก่อน
      “ ฉันว่าพวกนายสองคนอย่ามามั่วยืนเถียงกันตรงนี้เลย ลูกค้ามองใหญ่แล้ว “
      “ จริงด้วยทงเฮ นายรีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ
      ก่อนที่พี่อีทึกจะกลับมาเห็นสภาพนาย “
      ว่าแล้วก็ดันหลังเพื่อนร่างบางที่มีสภาพยับเยินเหลือใจ
      ให้เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้านหลังร้าน
      ส่วนสองหนุ่มก็นั่งคุยกันอยู่หน้าร้านก่อนที่คยูฮยอนจะเอ่ยทักคนที่เข้ามาใหม่

      “ เฮ้ยยยยยยยยย ซีวอนทางนี้ ฉันว่าแล้วว่าต้องไปด้วยกันแน่ๆ “
      คยูฮยอนตะโกนลั่นแล้วหันมากระซิบบอกคนข้างๆ
      คิบอมได้แต่อมยิ้มแก้มป่องไม่ต้องให้เดาเขาก็รู้อยู่แล้วน่า
      ซีวอนมันจะไปไหนได้ ผิดกับคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ สีหน้าตกใจไม่น้อย
      ก็ใครจะไปคิดว่าจะซวยอย่างนี้ ดันมาเจอเจ้าเพื่อนซื๊ที่นี่กันล่ะ
      เลยต้องจำใจเดินเข้าไปหา
      “ แล้วนี่พวกนายไม่อยู่ซ้อมกันหรอกเหรอ “
      “ ก็ไม่รู้มีไอ้บ้าที่ไหนดันโดดซ้อม เดือดร้อนให้พวกฉันต้องมาตาม “
      คยูฮยอนตอบคำถามของคนโดดซ้อมเสร็จก็หันมาหัวเราะกับเพื่อนแก้มป่องอีกคน
      อย่างน้อยวันนี้ก็ได้กัดคุณชายไฮโซ แล้ว ฮ่ะฮา
      “ เมื่อกี๊ได้ยินแว่วๆ ว่ามีเรื่อง ตกลงมีเรื่องอะไรกันเหรอ “
      “ ก็ทงเฮนะซิ ดันไปมีเรื่องกับนักเลงข้างนอก ดีน่ะว่า อ่ะ อ้าว “
      คยูฮยอนยังเล่าไม่ทันจบฮยอกแจก็วิ่งหน้าตาตื่นไปหาเพื่อนซี๊ที่ซ่าสุดใจอาจหาญไปมีเรื่องกับนักเลง
      ตอนนี้ยืนคิดเงินอยู่หลังเคาว์เตอร์ พอไปถึงก็จับโน้น จับนี่
      ปากก็พร่ำถามไปเรื่อยว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เจ็บตรงไหนใหม
      จนทงเฮต้องผงะออกไปสามก้าวแล้วรีบบอกว่าตัวเองสบายดีไม่เป็นอะไรแล้ว
      ไม่งั้นเจ้าเพื่อนขี้กลัวคงจะพร่ำถามอีกครึ่งค่อนวัน
      “ ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้ว ดีที่หนีมาได้ “ ทงเฮต้องปลอบเพื่อนขี้กลัวอีกครั้ง
      “ ใช่ ฮยอกแจ ทงเฮไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก นายไม่ต้องห่วง “
      ซองมินที่ยืนมองอยู่นานเลยเข้ามาช่วยปลอบอีกคน
      แถมยิงคำถามที่ทำให้คนขี้กลัวต้องหน้าขึ้นสีแดงจัด
      “ ว่าแต่ นายล่ะ เป็นไงบ้าง เล่ามาเดี๋ยวนี้เลย “
      “ใช่ ๆ ไปดูหนังแล้วทำไมมันถึงได้มีรอยที่คอด้วยล่ะ “
      ทงเฮไม่พูดเปล่ายังเอานิ้วไปจิ้มๆตรงรอยแดงที่คอขาวๆของเพื่อนรักที่แอบโดดงานไปดูหนังอีก

      “ ก็แค่ แค่มดกัดหนะ พวกนายอย่าถามมากเลย
      ฉันไปทำงานดีกว่าไม่คุยกับพวกนายแล้ว “ พอหาคำแก้ตัวมั่วๆ ได้
      ก็รีบจ้ำอ้าวออกไป นึกถึงเจ้าคนที่สร้างรอยเอาไว้แล้วแค้นใจ
      ปล่อยให้เขาต้องโดนเพื่อนๆแซวอยู่คนเดียว ส่วนตัวเองนั่งคุยสบายใจเชิบ
      แล้วนึกเหรอว่าไอ้สองคนนั้นมันจะเชื่อเรื่องมดกันนั่น
      ดูสายตาเจ้าเล่ห์ของพวกมันซิ บอกเลยว่ายากกกกกกก
      “ หนีไปซะแล้วล่ะซองมิน “
      “ ช่างเถอะทงเฮ แต่มดมันก็แปลกนะ จงใจกัดที่คอซะด้วย
      แล้วนี่มันจะกัดที่อื่นด้วยหรือเปล่านะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า “
      แล้วสองคนก็หัวเราะร่วนเพราะความเขินอายของเพื่อนอีกคนที่ชิ้งหนีไปซะแล้ว

      tbc

.............................................................

 


      Chapter 3

      สายฝนเย็นชุ่มฉ่ำกระหนำตกแบบไม่เกรงใจฟ้าดิน ทำให้หนุ่มร่างอวบหน้าตาน่ารัก
      โปรดปรานสีชมพู นามอีซองมิน ต้องมายืนติดฝนอยู่หน้าซุปเปอร์มาเก็ต

      “ รู้งี้เอาร่มติดมาอย่างที่ฮยอกแจบอกดีกว่า
      ทำไมวันนี้อีซองมินถึงโชคร้ายจังเลย พระเจ้าคงไม่รักผมแล้วใช้ใหมฮ่ะ “
      ยืนบ่นพึมพำโทษฟ้าโทษดิน งอนพระเจ้า
      อยู่คนเดียวก็ได้ยินเสียงหนึ่งที่ยืนยันความอับโชคของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี

      “ ไง วันนี้ โดดงานเหรอ “

      “ ฉันมาซื้อของให้พี่อีทึกต่างหาก อย่ามามั่ว “
      เสียงใสเอ่ยตอบอย่างขัดใจเป็นที่สุด ทำไมต้องมาเจอด้วยเนี่ย
      ไม่ชอบหน้าไอ้หมอนี่เลย เกลียดสายตามันจัง มองเราอย่างจะจับผิดตลอดเวลา
      ซวยจริงๆเลยวันนี้ ซองมิน กำลังนึกด่าหนุ่มอีกคนที่ส่งคำถามกวนประสาทมาให้ตอบ


      “ นายไม่ได้เอาร่มมาด้วยนี่ไปด้วยกันล่ะกัน “

      “ อ่ะ อ้าววววว เฮ้ยยยย นายจะทำอะไรหนะ โจคยูฮยอน “

      แล้วคนตัวโตก็ไม่รอคำตอบของอีกฝ่ายดึงมือของคนที่ตัวเล็กกว่าให้เข้ามาในร่มคันเดียวกัน
      ถึงแม้ว่าอีกคนจะดิ้นยังไงก็ไม่ยอมปล่อย
      สายฝนเย็นฉ่ำจึงเปียกคนตัวเล็กไปไม่น้อย
      แต่ว่ามือนั้นก็ยังไม่ได้หลุดไปจากกัน

      “ ถ้านายยอมเดินมาดีๆ ซะตั่งแต่แรกก็ไม่ต้องเปียกแบบนี้หรอก “

      “ ก็ฉันไม่อยาก เดินใกล้นายนี่ “

      “ ทำไม่ถึงไม่อยากเดินใกล้ฉัน กลัวเหรอไง “ คยูฮยอนหันไปถามหาคำตอบ
      พร้อมกับใบหน้ายิ้มยั่วและเปลี่ยนเป็นยิ้มเจ้าเล่ห์สมใจหลังได้ยินคำตอบที่หลุดออกมาจากปาก

      “ ใครบอกว่าฉันกลัวนาย “
      ซองมินไม่พูดเปล่ายังเขยิบเดินเข้าไปเบียดกับคยูฮยอนในร้มคันเดียวกันอีก
      แล้วทั้งสองคนก็เดินไปด้วยกัน ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงไม่มาไม่ขาดสาย
      ทั้งสองคนเดินมาจนเกือบจะถึงหน้าร้าน
      คยูฮยอกก็ส่งคำถามหนึ่งมาให้คนฟังต้องหน้าถอดสี ตาโต อ้าปากค้าง

      “ นี่อีซองมิน นายน่ะกินน้อยๆหน่อยสิ ทำตัวเป็นกระต่ายอ้วนไปได้“

      “ นี่ นายว่าใครอ้วนห๊า นิสัยไม่ดี “
      กระต่ายอ้วนแทบจะกระโดดงับหัวเมื่อได้ยินคำถาม

      “ หึ ฉันก็แค่ล้อเล่น ทำร้อนตัว อย่างกับมีเรื่องปิดบังอยู่งั้นแหละ “

      “ ฉะ ฉันจะมีเรื่องอะไรให้ต้องปิดบัง คนอย่างฉันทำอะไรเปิดเผิยอยู่แล้ว
      นายนี่พูดอะไรไม่รู้เรื่องเลย ฉันไปทำงานดีกว่า “ ซองมินระล่ำระลักตอบออกไป
      พร้อมกับปรับสีหน้าให้เป็นปรกติที่สุด
      ก่อนจะเฉฉัยทำเป็นหงุดหงิดแล้ววิ่งหนีเข้าร้านไป
      ปล่อยให้คนถามต้องยืนมองตามแผ่นหลังนั้น


      เป็นไปไม่ได้ หมอนั่นจะรู้เรื่องได้ไง คงยังไม่รู้หรอกน่า
      เพราะถ้ารู้ป่านนี้พี่อีทึกก็ต้องรู้แล้วซิ แสดงว่ายังไม่รู้หรอก
      ไม่ได้ต่อไปต้องระวังให้มากกว่านี้ ไม่งั้นต้องโดนจับได้แน่ๆเลย
      หนุ่มร่างอวบยืนครุ่นคิดอยู่คนเดียวเลยไม่ได้ยินเสียงเรียกของใครอีกคนจนมีมือมาเขย่าร่างของเขาให้ตื่นจากภวังค์ความคิดนั่นแหละ

      “ นายเป็นอะไรไปหนะซองมิน ไม่สบายหรือเปล่า ยืนบ่นพึมพำอยู่คนเดียว
      ฉันเรียกตั้งนานก็ไม่ได้ยิน “

      “ ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอกทงเฮ แค่คิดอะไรนิดหน่อยหนะ “

      “ คิดเรื่องที่บ้านเหรอ นายไม่ต้องคิดมากหรอก ยังไงก็ยังมีพวกเราอยู่นะ
      พวกเราจะช่วยนายเอง “

      “ กล้าพูดนะ ฮยอกแจ โง่ๆ อย่างนายจะไปช่วยอะไรใครเข้าได้ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ “

      ขอบใจพวกนายมากที่ดีกับฉัน
      แต่ถ้าวันนึงพวกนายได้รู้ความจริงพวกนายจะเกลียดฉันไหม
      จะยังเห็นฉันเป็นเพื่อนอยู่หรือเปล่า

      “ ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอก ขอบใจนายสองคนมากนะ ฉันว่าพวกเรารีบไปทำงานกันเหอะ
      ก่อนที่พี่อีทึกจะกลับมา “
      ว่าแล้วซองมินก็ดันหลังเพื่อนตัวแสบทั้งสองให้เข้าไปทำงานตามเดิม

      หลังจากส่งซองมินที่ร้านแล้ว
      คยูฮยอนก็ตรงมาที่ร้านหนังสือตามที่ตั้งใจเอาไว้แต่แรก
      กะว่าจะหาหนังสือเกมส์ที่ออกมาใหม่ ระหว่างที่เดินดูนู้นดูนี่อยู่นั้น
      สายตาคมก็พลันเหลือไปเห็นหนังสือก๊อดซิบเล่มหนึงไม่ได้คิดที่จะเปิดอ่านหรอกนะ
      เพราะปรกติโจคยูฮยอนไม่ได้สนใจหนังสือประเภทนี้อยู่แล้ว ถ้าไม่เพียงแต่
      มีรูปของใครคนนึงที่คุ้นตาอยู่ในกรอบเล็กๆ ด้านล่างขวามือ

      “ กลับมาทำไมอีก ลืมอะไรหรือเปล่า “

      “อีซองมินฉันมีเรื่องจะคุยด้วย “

      “ มีเรื่องจะคุย กับฉันเนียน่ะ มีเรื่องอะไรก็ว่ามาสิ ฉันจะทำงาน “

      “ตามฉันมา “

      “ อ่ะ เฮ้ยยยยยยย เดี๋ยวสิ “

      หลังจากที่คยูฮยอนรีบกระโจนออกมาจากร้านหนังสือด้วยความเร็วแสง
      พร้อมซื้อหนังสือเจ้าปัญหาดังกล่าว
      วิ่งกระหือกระหอบกลับมาที่ร้านอีทึกแล้วก็ฉุดกระชากลากถู
      จำเลยร่างอวบออกมาหลังร้าน แล้วโยนหนังสือเล่มดังกล่าวใส่จำเลย
      ซองมินถอยร่นมาตั้งหลักพร้อมกระแทกแขนระบายอารมร์หงุดหงิดที่อยู่ดีๆก็โดนลากออกมาซะงั้น
      ก่อนจะก้มลงเก็บหนังสือขึ้นมาเปิดดูบ้าง แล้วดวงตากลมโตก็ต้องโตยิ่งกว่าเก่า
      เมื่อเห็นรูปของตัวเองอยู่บนหน้าปก แล้วก็ข้อความข้างในนั้น อีซองมิน
      ทายาทผู้สืบทอดกิจการโรงแรมนับพันล้านวอน
      ซึ้งมันเป็นรูปที่เขารู้ดีกว่าใครเพราะเป็นรูปถ่ายเก่าที่เขาไปออกงานสังคมกับครอบครัว
      เมื่อนานมาแล้ว ก่อนที่เขาจะมาเป็นอีซองมินที่ทำงานเสริฟอาหารอยู่ในร้านราเมง

      “ บอกสิ ว่าไม่ใช่นาย ที่บ้านจนไม่ใช่เหรอ “
น้ำเสียงเอ่ยเรียบแฝงแววประชดในที

      “...............................”

      “ เงียบทำไม ไม่มีอะไรจะแก้ตัวใช่ใหมล่ะ
      ฉันก็ว่าแล้วว่าคุ้นๆหน้าเหมือนเคยเห็นที่ใหน “
      หลังจากที่อึ้งอยู่พักใหญ่ หลังจากที่ซองมินรวบรวมสติได้แล้วและ
      เมื่อจำเลยจำนนต่อหลักฐาน ก็ต้องสารภาพไปตามระเบียบ

      “ ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้จะตั้งใจจะโกหกทุกคน
      แต่ถ้าฉันไม่ทำอย่างนี้พี่อีทึกคงจะไม่รับฉันไว้
      ฉันเดินหาสมัคงานตั้งหลายที่แต่ไม่มีที่ใหนยอมรับฉันเลย
      ฉันก็เลยต้อง......... “

      “ แล้วทำไมนายต้องออกมาหางานทำด้วยล่ะ “

      “ ฉันไม่ได้มาทำงานเพราะจนเหมือนกับฮยอกแจ
      ไม่ได้มาทำงานเพราะไม่มีอะไรจะทำเหมือนทงเฮ แต่เพราะฉันประท้วงอยู่ต่างหากล่ะ
      ฉันไม่ชอบสังคมที่ฉันเคยอยู่ มันมีแต่การโกหกหลอกล่วง ไม่จริงใจ
      เพื่อนฉันทุกคนที่มหาลัยเก่าก็คบฉันเพราะเงินกันทั้งนั้น
      ไม่มีใครจริงใจกับฉันซักคน ในเมื่อมันไม่น่าอยู่
      ฉันก็เลยออกมาหาความจริงใจข้างนอกไงล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่าไม่เห็นจะยากเลย
      แต่ว่างานนนี้นายคงต้องช่วยฉันแล้วล่ะ“
      ซองมินสารภาพหมดเปลือกทั้งเหตุผลและความจำเป็นทุกอย่างให้คยูฮยอนได้ฟังพร้อมทั้งขอร้องให้ปิดเป็นความลับต่อไป
      แล้วมีหรือที่คนอย่างคยูฮยอนจะยอมช่วยฟรีๆ มันก็ต้องมีข้อแรกเปลี่ยนกันบ้างสิ


      “ ก็ได้ฉันจะไม่บอกใครเรื่องนี้ แต่ว่านาย ต้องทำตามที่ฉันบอกทุกข้อ “

      “ ห๊า นี่นายกล้าฉวยโอกาสเอาเรื่องนี้มาต่อรองกับฉันงั้นเหรอ
      นายนี่มัน.......... “
      ซองมินแทบจะร้องกรี๊ดออกมาซะตรงนั้นให้ได้ถ้าไม่ติดว่าเพื่อนๆในร้านจะได้ยินแล้วพากันวิ่งมาดู

      “ หึ นายมีทางเลือกอื่นหรือไง ก็ได้ไม่ต้องตกลงก็ได้ แต่ว่า.......
      ฉันไม่รับประกันว่าปากฉันมันจะอยู่สุขหรือเปล่า ฉันมันก็ชอบพูดซะด้วยสิ “
      เสนอทางเลือกให้อย่างลอยหน้าลอยตาน่าหมั่นไส้เป็นที่สุด

      “ ก็ได้ ว่ามาสิ “ ต้องยอมอีกจนได้นะเราวันซวยของอีซองมินจริงๆ

      “ หึ หึ ก็แค่เนี้ย ทำมาเป็นเรื่องมาก ข้อแรก นายต้องพูดดีๆกับฉัน
      และก็ทำตัวดีๆกับฉันด้วย ห้ามดื้อห้ามซนกับฉัน “

      “ นี่ โจคยูฮยอน ฉันไม่ใช่หมานะ จะได้ดื้อได้ซน “

      “และห้ามเถียงด้วย “

      “ อ๊ะ “
      ซองมินต้องเก็บอารมร์อย่างมากถึงมากที่สุดไม่งั้นคงได้ก้านคอคนที่ยืนพูดป่าวๆให้ลงไปนอนกองอยู่กับพื้นเล่น


      “ ยังมีข้อสองอีก นายต้อง มาเป็นแฟนฉัน แล้วก็ห้ามไปอ่อยคนอื่นด้วย
      ไม่งั้นความลับของนายจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป “

      “ ทำไมฉันต้องเป็นแฟนกับนายด้วย ตลกละ “

      “ เริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย” และยังไม่ทันที่ซองมินจะได้ตอบอะไรออกไป
      เขารู้สึกได้ถึงสัมผัสอุ่นๆตรงปากที่คนตรงหน้ามอบให้ด้วยริมฝีปากเช่นกันก่อนที่จะลอยชายสบายอารมณ์เข้าไปในร้านเหมือนเดิมและไม่ลืมหันมาบอกกับคนที่ยังยืนเอ๋ออยู่
      “ พรุ้งนี้ 5 โมงเย็นที่หน้าโรงหนัง แล้วอย่าไปสายล่ะ “
      นี่เขาโดนไอ้หมอนั่นขโมยจูบเหรอเนี่ย บ้าที่สุดเลย
      ซองมินเอาปากถูกับแขนเสื้อแรงๆ แรงจนปากสวยเจ่อแดงไปหมด
      แล้วตามหัวขโมยโรคจิตเข้าร้านไปเหมือนกัน

      “ อ๊ะ ซองมินปากไปโดนอะไรมาหนะ “ เพื่อนร่างบางทักด้วยความเป็นห่วง

      “ เปล่าไม่มีอะไรหรอกฮยอกแจ แค่หมาเลียปาก “

      “หมาเหรอ หมาที่ใหนกันไม่เห็นจะมี “
      ฮยอกแจบ่นพึมพำอยู่คนเดียวเมื่อคู่สนทนาเดินไปเสริฟราเมงให้ลูกค้าตามออเดอร์แล้ว
      คิ้วเรียวขมวดเขาหากันอย่างใช้ความคิด หมาเนี่ยนะ

      พรวดดดดดดดดดด หนอยยยยยยยย อีซองมินกล้าว่าเขาเป็นหมาเหรอ เดี๋ยวก่อน
      เดี๋ยวได้เห็นดีกัน เดี๋ยวได้เห็นฤทธิ์พ่อบ้างคอยดู
      ฉันไม่ได้มีดีแค่เล่นเกมส์เก่งหรอกนะ คยูฮยอนคาดโทษซองมินในใจ

      “ คยูฮยอนนายเป็นอะไรไปหนะ “ ทงเฮเมื่อเห็นคยูฮยอนพ่นเส้นราเมงออกมาทางปาก
      แถมทางจมูกอีกก็เลยต้องบริการทุกระดับประทับใจโดยการส่งกระดาษทิชชูให้ทั้งม้วนพร้อมน้ำอีกหนึ่งแก้วใหญ่
      แล้วก็หันไปเจอเข้ากับหน้าของเพื่อนร่างอวบ เอ่ยถามตาใสแป๋ว

      “ อ้าววววว ซองมินทำไมปากมันถึงได้แดงอย่างนั้นล่ะ ไปโดนใครเขาจูบมาหรือไง “

      พรวดดดดดดดดดดดด
      พรวดดดดดดดดดดดด

      คราวนี้เป็นสองคู่กรณีทั้งสองคนพ่นน้ำออกมาเกือบจะพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
      นึกในใจว่าเพื่อนตัวเล็กแต่ปากหมาของเขาต้องมีองค์มาบอกแน่ๆ ทำไมถึงได้รู้ลึก
      รู้ดี ซะขนาดนั้น หรือว่ามันแอบดูอยู่กันแน่ว่ะ

      “ นี่พวกนายสองคนเป็นอะไรไปเนี่ย “ คนมีองค์ถามงง ๆ
      ไม่รอฟังแล้วเดินเกาหัวแก๊กๆเข้าไปหลังร้าน

      ……………………………………………………………..

 


      อีทึก / ตอนนี้ไม่มีบทเลยเนอะ
      คังอิน / ก็คู่หลักมันคือ คยูมิน นี่นา พี่อย่างอนสิ เดี๋ยวก็มีเองแหละ
      เยซอง / ไม่ยุติธรรมเลยอ่ะ ! เฮ่อออออ เยซอง 3 วิ สงสัยจะเรื่องจริง *-*
      คิบอม / อะไรกันตอนนี้ผมก็ไม่มีเหมือนกันนั้นแหละ
      พวกพี่อย่ามาเรียกร้องความสนใจจากคนอ่านสิ
      เรียววุค / ผมก็ด้วยนะเพิ่งออกได้ 2 ครั้งเองอ่ะ
      ฮีชอล / นี่ ! พวกแกอย่ามาทำเป็นบ่น ทีฉันออกมาได้ย่อหน้าเดียวเองนะ
      เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอไง ถ้าฉันไม่ได้เป็นตัวเด่นฉันจะไม่มาไงเล่า
      ฮันฮยอง / ตาโง่ ! ใจเย็นๆสิ
      ซีวอน / นี่ พวกพี่เลิกบ่นกันได้แล้ว คนอ่านเขารำคาญแล้วน่า

      โธ่ !!!!!!! พวกลูกเมียน้อยที่ถูกลืม

      ...................................................................................................


      หลังจากที่ยัดเยี้ยดฐานะแฟนให้กับคู่กรณีร่างอวบอย่างหน้าด้านๆ
      ด้วยการขู่อาความลับของอีกฝ่ายมาเป็นข้อตกลงร่างสูงโปร่งเดินวนไปวนมาอยู่หน้าโรงหนัง
      กระสับกระส่าย จนคนรอบข้างนึกสงสัยว่าไอ้หมอนี่มันจะเดินทำไมของมันนักหนา
      ต้นเหตุก็ไม่พ้นอื่นคนหนึ่งที่เพิ่งวิ้งกระหืดกระหอบเข้ามายืนโกยอากาศเข้าปอดอย่างหนัก


      “ นี่อีซองมิน นายแกล้งให้ฉันยืนรอใช้ม่ะ ถึงได้มาช้าอย่างนี้หนะ “

      “ อย่ามากล่าวหากันนะ นิสัยไม่ดี “ คนถูกกล่าวหาอมลมแก้มป่อง

      “ แล้วทำไมมาสาย ก็บอกแล้วว่าอย่ามาสายไง “ น้ำเสียงยังปนหงุดหงิดอยู่ไม้น้อย


      “ ก็ พี่อีทึกถามนู้นถามนี่ ว่าไปไหน ไปทำอะไร ไปกับใคร
      กว่าจะหาข้อแก้ตัวหนี้ออกมาได้ แทบแย่ “

      “ เห่อออ งั้นเราก็ไปกันได้แล้ว “
      ร่างสูงไม่พูดเปล่ายังเอื้อมแขนเข้าไปโอบไหล่ของร่างอวบอย่างถือสิทธิ์
      แล้วมีหรือที่อีกคนจะยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ
      พยามดิ้นคลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนแกร่งแต่ว่าแรงกลับสู้อีกคนไม่ได้
      แถมยังถูกขู่อีกต่างหาก “ ข้อหนึ่งห้ามดื้อกับฉันไง จำไม่ได้เหรอ “
      แค่นี้ซองมินก็ต้องยอมไปตามระเบียบ
      หลังจากที่เข้ามาในโรงหนังแล้ว ทั้งคู่เข้ามาช้าหนังก็เลยเริ่มฉายไปแล้ว
      ซองมินคิดว่าดูต่อไปก็คงไม่รู้เรื่องจึงตัดสินใจหลับเอาแรงดีกว่า
      ไม่สนใจคยูฮยอนที่พยายามดูทำความเข้าใจหนังจนตาแทบจะทะลักออกมานอกเบ้าก็เสียเงินมาดูแล้ว
      ก็ต้องดูให้คุ้มหน่อยสิ ต้องดูให้รู้เรื่องให้ได้ คยูฮยอนมาดมั่น
      แต่สุดท้ายสมาธิในการดูหนังของคยูฮยอนก็ต้องตะเลิดเปิดเปิงไปเพราะศีรษะเล็กของคนด้านข้างที่มาด้วยกันเอนลงมาซบไหล่มน
      ร่างสูงมองท่าทางนั้นด้วนสีหน้าบอกไม่ถูก ร่างอวบหลับตาพริ้ม
      ลมหายใจสม่ำเสมอกับแผ่นอกที่สะท้อนขึ้นลงเบาๆ
      ทำให้รู้ว่าฝ่ายนั้นเข้าสู่ห้วงฝันไปแล้ว
      รอยยิ้มผุดขึ้นตรงมุมปากดูมีความสุขจนเขาไม่กล้าปลุก
      คนถูกมองยังคงหลับไม่รู้เรื่อง ร่างสูงมองภาพทั้งหมดอย่างขำๆ
      พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หัวเราะเสียงดังออกมาจึงได้แต่พ่นลมอย่างอดกลั้น
      คนตัวเล็กกว่าสัปหงกจนหัวที่ตอนแรกก็อยู่ที่ไหล่ดีๆ
      กลับค่อยๆเลือนต่ำลงมาที่กลางอกแกร่ง
      ที่สุดแล้วมือใหญ่ก็เอื้อมไปประคองหัวของคนตัวเล็กกว่าให้มาอยู่บนไหล่เหมือนเดิม
      ร่างสูงนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นเป็นนานจึงค่อยหลุบตาลงสำหรวจใบหน้าขาวของคนที่หลับสนิท
      แพขนตายาวทอดตัวอยู่บนแก้มเนียนปลั่ง คิเวเรียวขมวดมุ่นน้อยๆ
      คงเพราะกำลังฝันร้าย
      ริมฝีปากหยักได้รูปที่เหยียดยิ้มอยู่เมื่อครู่เม้นเป็นเส้นตรงอย่างขัดใจ
      พร้อมกับหยดน้ำใสๆ ใหลลงอาบข้างแก้มเนียน
      เครื่องหน้าทั้งหมดดูผสมผสานกันเข้าอย่างลงตัว
      ชวนให้คนมองอดลอบยิ้มในใจไม่ได้ แล้วเอื้อมมือไปปาดน้ำใสนั้นออกจากหน้า
      กว่าจะปลุกคนขี้เซาให้ออกมาจากโรงหนังมาได้ก็เล่นเอาคยูฮยอนเหนื่อยไม่น้อยเลยทีเดียว
      แล้วก็ปวดไปทั้งแขนอีกต่างหากน้ำหนักตัวของอีซองมิน 40 เปอร์เซ็น
      ต้องขึ้นไปอยู่ที่หัวแน่ๆ มันถึงทำให้แขนเขาล้าได้ขนาดนี้
      แล้วตัวต้นเหตุก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสำนึกผิดอีกนะ ออกมาได้ปากก็บ่นหิวนู้น
      หิวนี่มาตลอดทาง อยากกินอันนั้น อยากกินอันนี้
      จนคยูฮยอนต้องพาไปหาอะไรปิดปากนั่นแหละถึงได้เลิกบ่น
      พออาหารเข้าปากเท่านั้นแหละ อีซองมิน ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
      ยิ้มหน้าชื่นตาบานมีความสุขที่ได้กินของอร่อย จนคนที่มองอยู่อดยิ้มขำไม่ได้

      “ มื้อนี้นายเลี้ยงฉันนะ “

      “ อะไร อย่ามาทำเป็นงกกระต่างอ้วน นายเป็นคุณหนู ทายาทพันล้านไม่ใช่หรือไง “

      “ ก็ใช่อยู่ แต่ฉันออกจากบ้านมาแล้ว ไ ม่ได้ใช้เงินที่บ้านแล้วด้วย
      และตอนนี้ฉันก็กำลังถังแตก นายเป็นคนชวนฉันมา ก็ต้องเลี้ยงดิ “

      “ หึ งก ก็ได้ฉันเลี้ยงก็ได้ “

      หลังจากที่หาอะไรใส่ท้องกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
      คยูฮยอนพาซองมินมาส่งที่หอพัก
      ซองมินเลือกพักที่หอของมหาลัยเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วก็ปลอดภัยดีกว่าที่จะออกไปอยู่อพาร์ตเม้นต์เองคนเดียว
      ก่อนที่ซองมินจะได้ขึ้นไป
      ก็ต้องชะงักกึ๊กกับคำถามไม่มีปี่มีคลุ่ยของคนที่มาส่ง

      “ นี่ อีซองมิน นายรักฉันขึ้นมาบ้างหรือยังล่ะ “

      “ ห๊า อะไรนะ ทำไมฉันจะต้องรักนายด้วยล่ะ บ้าหรือเปล่า “
      เสียงตอบแทบจะเป็นเสียงกรี๊ด

      “ อย่ามาทำเป็นโง่ กระต่ายอ้วน ก็เราเดทกันแล้วนี่ “

      “ เดท อะไรกัน อย่ามามั่ว
      แล้วถ้านายเรียกฉันว่ากระต่ายอ้วนอีกคำเดียวฉันจะต่อยหน้าหล่อๆของนายให้เละเลยคอยดูสิ
      “

      “ อ๊ะ ก็วันนี้เราไปดูหนัง กินข้าว แล้วก็มาส่งที่บ้านไม่เรียกว่าเดทหรือไง
      แล้วนี่นายบอกว่าฉันหล่อ แสดงว่าเริ่มรักฉันขึ้นมาแล้วล่ะสิ
      ไม่ต้องอายหรอกน่า ยอมรับมาเถอะ “
      ร่างสูงมาดมั่นในความหล่อเหลาของตัวเองพร้อมเหยียดยื้มร้ายเจ้าเล่ห์มุมปาก

      “ ชิ หลงตัวเอง ไปนอนดีกว่า “ คนที่ถูกคาดคั้นหนักหน้าเริ่มขึ้นสีแดงจัด
      แล้วรีบชิ้งหนี้เข้าตัวตึกปล่อยให้คนหลงตัวเองยืนมองตามแผ่นหลังที่วิ้งดุ๊กๆ
      ไปด้วยรอยยิ้มขำบนใบหน้า
      tbc
      .............................................

 

 Chapter 4

      หลังจากที่ซองมินลี้ภัยจากคุณหนูตะกูลใหญ่
      มาเป็นเด็กเสริฟอยู่ในร้านราเมงของอีทึกได้ 3 เดือนกว่า
      และตามมาด้วยการเป็นแฟนกับโจคยูฮยอนคนหน้าด้านตามข้อตกลงที่จะช่วยกันปิดความลับของเขา
      แต่การกระทำอันอุกอาจนั้น
      กลับทำให้ก้อนเนื้อด้านซ้ายในอกที่เคยแข็งแกร่งกับไหววูบทุกครั้งที่ได้เจอหน้ากันถึงแม้ส่วนมากจะต้องเถียงกันด้วยเรื่องไปไม่เป็นเรื่องเพราะคนปากไม่ดีอย่างโจคยูฮยอนนั่นแหละ
      แถมเขายังได้มีเพื่อนๆ ที่จริงใจกับเขาอีก ถึง 2 คน ฮยอกแจ แล้วก็ทงเฮ นั่นไง
      แล้วก็พี่อีทึกที่ไม่ได้เป็นแค่เจ้าของร้านกับลูกจ้างแต่ยังเป็นรุ่นพี่ที่คอยห่วงใยเขาอยู่ตลอดเวลา
      ความสุขนี้ของซองมินจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนกันนะ
      แต่เขาก็ขอพรกับพระเจ้าทุกวันให้มันเป็นแบบนี้ตลอดไป

      แล้ววันนี้ก็เหมือนกับทุกทีที่เคย ทีมบาส
      ยกขโขยงกันมาเลี้ยงฉลองไม่ใช่สิต้องเลี้ยงปลอบใจต่างหากเพราะว่าคราวนี้
      แข่งแพ้ราบคาบ แต่ก็ไม่ยักเห็นสีหน้าเศร้าสลดของใคร เห็นแต่ยิ้มล่า
      กับอาหารที่พี่อีทึกเตรียมไว้ให้
      แต่ที่แปลกก็จะเป็นหนุ่มน้อยหน้าใสที่ซองมินไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเนี่ยแหละ

      “ นี่นายเป็นสมาชิกใหม่ของทีมบาสเหรอ ฉันไม่เคยเห็นหน้านายเลย “

      “ ผมคิมเรียววุค เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ ฮะ “
      เรียววุคก้มหัวคำนับมีมารยาทหัวแทบติดกับหัวเข่า

      “ นี่ นายไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ เขาเข้ามาได้สักพักแล้วล่ะ
      แต่ไม่ได้พามาที่นี่ก็เลยไม่ได้รู้จักกับพวกนาย แต่ก็คงรู้จักกันแล้วนี่ “
      เยซองยืนมองการกระทำของผู้จักการทีมแล้วอดขำไม่ได้ อะไรจะมีมารยาทขนาดนั้น
      แล้วหันไปคุยกับซองมินที่ยืนทำหน้าเอ๋อต่อ

      เรียววุคทำความรู้จักกับทุกคนจนครบนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาร้านแฟนของกัปทันทีมพี่คังอิน

      ที่นี่รู้สึกถึงความอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
      และนี่ก็เป็นครั้งแรกอีกเหมือนกันที่เขาได้ประสบการณ์ใหม่ๆ
      จากเมื่อก่อนที่ต้องหมกตัวอยู่ในห้องสมุด อยู่กับกองหนังสือเล่มหนา
      ก่อนที่จะคิดไปได้นานกว่านี้ก็มีมีเรียวบางของใครคนนึงตีป๊าบเข้าที่หัวไหล่มน

      “ นี่ เหม่อ อะไรอยู่ได้ ไปกินกันเหอะ เดี๋ยวพี่เยซองกินหมดไม่รู้นะ “
      ทงเฮเรียกน้องใหม่ให้ไปกินด้วยกันเสียงใสแจ๋ว

      “ เรียววุค ทีมบาสรังแกอะไรนายหรือเปล่า ถ้าโดนรังแกล่ะก็บอกฉันได้เลยนะ
      เดี๋ยวฉันจัดการให้ “

      “ นี่ น้อยๆ หน่อยเหอะ อีทงเฮ ซ่านักนะนายหนะ เดี๋ยวก็ได้มีเรื่องอีกหรอก
      ไม่เข็ดหรือไง “

      “ เงียบปากไปเลยนายหนะ คิมคิบอม อย่ามาเจ๋อ ไม่ได้พูดด้วยซะหน่อย “
      หันไปแว๊ดใส่หนุ่มแก้มป่องก่อนที่จะหันมากระซิบกับเรียววุคที่หน้าตาตื่นเพราะเพิ่งเคยเห็นสองคนนี้ทะเลาะกันเป็นครั้งแรก
      ผิดกับคนอื่นๆที่ชินกันหมดแล้ว “ นี่นายอ่ะ ต้องระวังพี่เยซองเอาไว้นะ
      รายนั้นหนะ หื่นสุดๆ แล้วก็ชอบเด็กด้วย “

      “ ห๊า “ เรียววุคอุทานอยู่ในลำคอหลังจากที่ฟังคนปากมากใส่ไฟ
      หน้าเจื่อนๆเมื่อครู่ต้องเจื่อนลงอีก 3 เลเวล พร้อมกับกำชับในใจ ต้องระวัง
      ต้องระวัง
      แล้วหันไปมองเยซองที่กินอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับใครเขาเลยว่าได้โดนคนปากมากวางระเบิดลูกโตเข้าให้แล้ว
      ส่วนคนปากมากก็หันไปหัวเราะคิกคั๊กกับเพื่อนร่วมก๊วนอีกสองคนสนุกสนานที่ได้ที
      เอาคืนรุ่นพี่เยซองที่ชอบสอดรู้สอดเห็นดีนัก

      ทุนคนนั่นกินอาหารอยู่นอกร้านเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะข้างนอกลมพัดเย็นสบาย
      กว่า และก็เหมือนเช่นกันทุกครั้ง อีทึกกับคังอิน
      สร้างโลกส่วนตัวสวีทหวานปลอบใจเพราะกัปตันทีมแข่งแพ้ ก็อ้อนกันไปเรียบร้อย
      ซองมินกับคยูฮยอนคอยห้ามทัพของ ทงเฮ กับ คิมบอมที่กัดกันไม่เลิกซักที
      ส่วนเยซองไม่ได้สนใจใครกินอย่างเดี๋ยวไม่รู้ไปอดอยากมาจากใหน
      ส่วยเรียววุคไม่ต้องพูดถึง นั่ง งง อยู่ข้างเยซองเป็นที่เรียบร้อย
      พลางนึกในใจว่าพี่อีกสองคนหายไปใหน ก็ไม่ได้ไปใหนไกลหรอก ซีวอน กับฮยอกแจ
      แค่หายเข้าไปในครัวได้พักใหญ่แล้ว จนเรียววุคคิดว่าไปตามจะดีกว่า
      พร้อมกับลุกขึ้นแต่ก่อนที่จะได้ก้าวขาออกไปก็มีมือของคนด้านข้างที่เคยนั่นก้มหน้าก้มตากินไม่สนใจใครขว้าเอาไว้ก่อนเอ่ยถามเสียงเรียบ
      “ จะไปใหน “

      “ คือผมเห็นพี่ซีวอน กับ พี่ฮยอกแจ เข้าไปในครัวนานแล้ว คิดว่าของอาจจะเยอะ
      ก็เลยจะไปช่วยถือ “ หันมาตอบตาใส

      “ ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวก็ออกกันมาเองแหละ ไม่ต้องไปตามหรอก “
      เยซองต้องปรามเรียววุดไว้ไม่ให้ไปตามเพราะน้องยังเด็กไม่รู้ประสีประสากับเรื่องแบบนี้
      เกิดได้ไปเห็นของดีในครัวเข้าอย่างที่เขาเคยบังเอินเห็นมาแล้ว
      เดี๋ยวจะใจแตกซะเปล่า ๆ
      ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปเช็ดคราบซอสที่ปากของเรียววุคแต่แทนที่จะได้คำขอบคุณจากร่างบ่างที่ช่วยเช็ดให้
      ร่างบางกลับผงะออก ถอยร่นไปตั้งหลักไกลถึงสามเมตรครึ่ง
      แล้วเหมือนกับมีเสียงของใครคนหนึ่งดังก้องดังอยู่ในโสตประสาท
      ต้องระวังพี่เยซองเอาไว้นะ รายนั้นหนะ หื่นสุดๆ แล้วก็ชอบเด็กด้วย หื่นสุดๆ
      หื่นสุดๆ หื่นสุดๆ ชอบเด็กด้วย
      เยซองมองปฏิกิริยาของร่างบางก็พาให้สงสัยว่าวันนี้ผู้จัดการทีมร่างบางของเขากินอะไรผิดมาหรือไง
      ถึงได้ทำท่าอย่างกลับกลัวเขาซะเต็มประดา
      ทั้งทีปรกติจะคอยตามเขาแจแล้วถามว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง ทำยังไง
      สงสัยต้องกินยาไม่ได้เขย่าขวดมาแน่ๆ
      แต่เยซองก็ทนสงสัยได้ไม่นานเพราะอาหารที่ซีวอน กับ
      ฮยอกแจเพิ่งยกออกมาจากในครัวมันยั่วยวนมากกว่า
      จึงหันไปจัดการกับอาหารไม่เสียเวลาคิดให้ปวดหัว
      บรรยากาศอบอ้วนไปด้วยความสุขและอบอุ่น
      มันจะเป็นต่อไปแบบนี้ถ้าไม่มีใครเข้ามาขัดจังหวะความสุขซะก่อน

      “ คุณหนู นายท่านให้พวกเรามารับตัวกลับบ้าน กรุณากลับไปกับพวกเราด้วยครับ “
      ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมาก่อนที่พวกเขาทุกคนจะโดนล้อมด้วย ผู้ชายตัวโตๆ
      ใส่สูทชุดดำอีก 5 6 คน ทุกคนมองหน้ากันเลิกลั่ก
      งงเป็นไก่ตาแตกว่าเกิดอะไรกันขึ้น

      “ นี่พวกลุงเป็นใครกันเนี่ย จำคนผิดแล้ว ไม่มีใครเป็นคุณหนูของลุงที่นีหรอก “
      ทงเฮโวยวายขึ้นมาเป็นคนแรก
      ส่วนคิบอมก็เขามายืนข้างๆเผื่อว่าคนอวดเก่งอยากจะสำแดงฤทธิ์เดชขึ้นมาจะได้ช่วยทัน


      “ ใช่ครับคงมีเรื่องเข้าใจผิดกัน ผมเป็นเจ้าของร้านนี้มีอะไรก็ถามผมได้นะ “
      อีทึกรีบเข้ามาเครีย์สถานการณ์ก่อนที่ความใจร้อนของไอ้ตัวแสบจะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้น
      คังอินก็ออกมายืนขนาบข้างอีทึกเช่นกัน

      ส่วนฮยอกแจหลบอยู่หลังซีวอนเรียบร้อยแล้ว
      เหมือนกับเรียววุคที่ลืมความกลัวเมื่อครู่ใช้เยซองเป็นเกาะกำบังเช่นกัน
      คยูฮยอนลอบมองปฏิกิริยาของอีกคนหนึ่งว่าจะเอาอย่างไรต่อไปเมื่อถูกจับได้คาหนังคาเขาขนาดนี้
      แต่อีกคนที่ว่านั้นกลับยังนั่งนิ่ง นิ่งซะจนหน้ากลัว

      “ คุณหนูกรุณากลับไปกับพวกเราด้วย อย่าให้พวกเราต้องเดือดร้อนเลยครับ “
      ชายคนเดิมยังพูดอ้อนวอนต่อ

      “ นี่ลุงก็บอกแล้วไงว่าไม่มีคุณหนูอะไรที่นี่หรอก พูดไม่รู้เรื่องหรือไง ห๊า
      “ ทงเฮตวาดแว๊ดอย่างคนที่เส้นอารมณ์กำลังจะขาดผึง
      ก่อนที่หน้าจะต้องเจื่อนลงแล้วหันกลับไปทางต้นเสียงของเพื่อนรักร่างอวบที่เมื่อกี๊ได้แต่นั่งนิ่ง


      “ และถ้าฉันบอกว่าไม่กลับล่ะ “
      ซองมินเอ่ยเสียงเรียบไม่ได้สนใจสายตาทุกคู่ที่หันมามองตนเองเป็นตาเดียว
      แต่ต่างอารมณ์

      “ ถ้าคุณหนูไม่กลับ พวกเราจำเป็นต้องใช้กำลัง “

      “ กล้าใช้กำลังกับฉันงั้นเหรอ พูดผิดพูดใหม่ได้นะ รู้หรือเปล่าว่าฉันเป็นใคร
      “

      “ รู้ครับว่าคุณหนูได้สายดำยูโด แต่ คุณหนูแค่คนเดียว กับพวกเราตั้งหลายคน
      คิดว่าคงต้องลองกันสักตั้งล่ะครับ “

      “ งั้นก็เข้ามาเลย “
      ซองมินเอ่ยเสียงเฮี้ยมก่อนที่จะคว้าขวดเซจูฟาดลงกลางศีรษะของชายที่พูดด้วยเมื่อกี๊
      ให้ลงไปนอนกองร้องโอดโอยอยู่บนพื้น พร้อมกับกระโดดถีบชายอีกคนที่เข้ามา
      แล้วทั้งสองฝ่ายก็เข้าตะลุมบอลกันวุ่นวาย
      คยูฮยอนอาศัยจังหวะชุลมุนคว้าแขนของซองมินออกมาจากกลุ่มคนแล้วพาวิ่งไปยังทางแคบข้างหน้าลัดเลาะออกมาจนถึงสวนสาธารณแห่งหนึ่ง


      “ นายไม่เป็นอะไรมากใช่ใหม “

      “ เห้อออ ตามมาจนได้ ฉันคงไม่ได้อยู่เป็นสุขแล้วล่ะทีนี้ “
      ซองมินไม่ได้ตอบคำถามแต่กลับถอนหายใจหนักๆ ออกมาแทนคำตอบ

      “ นายจะเอาไงต่อ คงหนี้ไปไม่ได้ตลอดหรอก “
      คยูฮยอนถามถึงแผนการต่อไปของคนข้างหน้า

      “ เห้อออ ฉันก็ยังไม่รู้เลย อาจจะต้องกลับจริงๆ
      ได้ข่าวว่าแม่ฉันก็ไม่สบายด้วย การหนีต่อไปคงไม่ใช้ทางออก ทีดีแน่
      แต่ฉันก็ไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้ “ ซองมินพ่นลมออกทางปากแรงๆ
      รู้สึกเหนื่อยไม่น้อยเมื่อคิดเรื่องที่จะต้องเจอต่อไปภายข้างหน้า

      “ แล้วพวกที่ร้านล่ะ จะทำยังไง “

      “ ฉันคงต้องกลับไปขอโทษทุกคน “

      “อืม “

      “แต่ตอนนี้ขอนั่งทำใจอยู่ที่นี่ก่อนก็แล้วกัน “

      ....................................................................................................


      หลังจากที่ความวุ่นวายเมื่อครู่จางหายไป โดยการขับไล่ผู้บุกรุกเรียบร้อยแล้ว
      อีทึกนั่งทำแผลให้คังอินก่อนที่จะตีเข้าที่แขนเบาๆ
      ปรามให้หยุดร้องโวยวายเสียที ” มันน่ารำคาญ ตัวใหญ่กว่าหมี
      แผลแค่นี้ไกลหัวใจไม่ตายหรอกร้องอยู่ได้ “
      และก็ไม่ต่างอะไรกับคิบอมที่นั่งปิดพลาสเตอร์ให้คนตัวเล็กที่จมูก
      พร้อมกับยิ้มขำ

      “ เป็นไงล่ะซ่าดีนัก ดั้งหักหรือเปล่าหนะ “

      “ นายก็เหมือนกันแหละน่า ไม่ต้องมาทำเป็นปากดี “
      ทงมองสภาพของคิบอมแล้วก็ไม่ได้ต่างกัน มันหนักกว่าเขาด้วยซ้ำไป
      ต้องป้องกันตัวเองแล้วยังต้องเข้ามาช่วยเขาอีก
      แถมยังทำเป็นอวดเก่งเอาหน้าหล่อๆ มาเป็นโล่กำบังให้เขา
      ไอ้หน้าที่บวมอยู่แล้วเลยต้องมาบวมเข้าไปอีก แถมแผลที่มุกปากอีกด้วย
      ปากก็พูดนั้นพูดนี่ไปตามเรื่องแต่ในหัวใจของอีทงเฮ สิ กลับยิ้มไม่ยอมหุบ

      ส่วยเยซองมีรอยสีเขียวช้ำรอบดวงตามาเป็นของแถมเพราะอีตอนชุลมุนมั่วแต่มองหาคนตัวเล็กเลยไม่ทันได้มองว่ามัดมันเข้ามาทางใหน
      เลยหลบไม่ทัน แล้วหมัดของใครสักคนเลยเข้ามากระแทกเต็มๆตา
      ส่งให้ลงไปนอนกองกับพื้น
      แล้วถึงได้บางอ้อว่าไอ้คนตัวเล็กกว่าที่หานั้นมันหายไปไหน
      ที่แท้คิมเรียววุคหลบไปกอดกันกลมอยู่กับฮยอกแจใต้โต๊ะนั่นเอง


      ซีวอนกำลังหาข้อมูลในอินเตอร์เนต เพียงแค่ คีย์ชื่อ และ นามสกุลลงไป
      ข้อมูลที่ต้องการก็พากัน
      สะหล่อนขึ้นมาประจักต่อสายตาทุกคู่ ทั้งรายละเอียด ประวัติ รูปถ่าย
      ตอกย้ำให้รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดกัน

      “ แล้วซองมิน กับ คยูฮยอนหายไปใหน ใครเห็นบ้าง “
      คังอินเริ่มถามหาน้องอีกสองคนที่ยังไม่กลับมา

      “ ผมกลับมาแล้วฮะ “ พอดีกับที่คังอินถามคยูฮยอนก็พาซองมินเข้ามา ตายยากจริงๆ

      “ ว่าไงล่ะซองมิน นายมีเรื่องอะไรที่ต้องพูดกับพวกเราหรือเปล่า “
      อีทึกถามเสียงเรียบแฝงความเย็นชา

      “ คือผม ............... ขอโทษ “ ซองมินได้แต่ก้มหน้าตอบมันพูดไม่ออก
      คำพูดทุกคำเหมือนกันจุกอยู่ที่อกไม่สามารถผ่านลำคอออกมาได้


      เพี๊ยยยยยยยยยยย

      เสียงฝามือของใครบางคนฟาดเข้ากับหน้าของซองมินเข้าอย่างจัง
      ถึงกับหน้าหันไปตามแรงเหวียง แล้วหันมาสบตาเข้ากับตาคู่สวย ทุกคนตะลึง

      “ ทงเฮ “ ฮยอกแจอุทานอยู่ในลำคอน้ำตาคลอเบ้า
      คิดไปถึงเพื่อนรักอีกคนว่าจะเจ็บแต่ใหนกันที่โดนตบหน้าเข้าไปขนาดนั้น

      “ นายพูดได้แค่นี้เหรอ พูดได้แต่ว่าขอโทษงั้นเหรอ นายเห็นพวกเราเป็นอะไร
      นายเห็นว่าพวกเราโง่มากใช่ใหมคุณหนูอย่างนายคงสนุกมากใช้ใหม
      ถึงได้มาล้อเล่นกับความรู้สึกของคนอื่นอย่างนี้ นายมันเลวที่สุด
      ฉันไม่มีเคยมีเพื่อนอย่างนาย “
      ทงเฮระล่ำระลักออกมาด้วยใบหน้าหลากหลายอารมณ์ ทั้งเสียใจ ทั้งตกใจ
      ที่ทำอะไรไม่ทันคิด ทั้งน้อยใจที่โดนหลอก แล้วรู้สึกว่าโดนหักหลัง น้ำใสๆ
      เอ่อล้นในตาสวยเขาพยามอดกลั้นไว้ไม่ให้มันได้ไหลลงมาให้คนหลอกลวงได้เห็น
      ก่อนที่จะเงยมาสบเข้ากับดวงตากลมโตของอดีตเพื่อนรัก

      “ ถ้านายคิดว่าฉันเลว ฉันก็ยอมรับ แต่ถ้าคำว่าเพื่อนของนาย
      คือการที่ฉันต้องบอกเรื่องส่วนตัวหรือความลับทุกเรื่องแล้วล่ะก็
      ฉันก็ไม่อยากมีเพื่อนแบบนายเหมือนกัน แล้วฉันจะไม่มาให้นายเห็นหน้าอีก “
      ซองมินทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะหันหลังเดินออกไปน้ำตานองหน้า หรือนี่เพื่อน
      แม้แต่เหตุผลสักคำยังไม่ยอมจะฟัง ใช่เขาผิด ผิดที่โกหกทุกคน
      เพราะฉนั้นเป็นแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ ทุกคนโกรธ ทุกคนเกลียด ก็ดีแล้ว
      แต่ทำไมมันถึงได้เจ็บ เจ็บที่หัวใจอย่างนี้ ก็แค่กลับไปเป็นอีซองมินคนเดิม
      ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย

      ...............................................................................................................

      หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายวันนั้นผ่านพ้นไปซองมินก็ย้ายออกจากหอของมหาลัย
      กลับไปอยู่ที่บ้านตะกูลอีแทน กลับไปใช้ชีวิตหน้าเบื่อเป็นคุณหนูอีกครั้ง
      แต่คราวนี้กลับมีบอดี้กาดตามกันเป็นพรวน
      นายใหญ่ตะกูลอีไม่ได้กลัวว่าลูกชายจะถูกทำร้ายจากผู้ไม่หวังดี
      เพราะก็รู้ฝีมือของลูกชายตัวเองดีอยู่แล้ว แต่
      ส่งมาคอยคุมไม่ให้หนีไปใหนได้ต่างหาก

      ส่วนที่ร้านอีซองมินก็ไม่เคยโผล่หน้าไปอีกเลย
      บรรยากาศที่ร้านดูเงียบเหงาไปถนัดตา จากที่เคยหัวเราะกันสามคนเพื่อนรัก
      แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงแค่สองคน บางทีทงเฮยังลืมตัวหันมาเรียกซองมินด้วยซ้ำ
      ทงเฮจากที่เคยซ่าแต่ตอนนี้กลับเงียบเป็นเป่าสาก ฮยอกแจก็ซึมลงจนเห็นได้ชัด
      อีทึกเจ้าของร้านเองก็หนักใจไม่น้อยเหมือนกันไม่รู้จะทำอย่างไรดี
      ก็ได้แต่เฝ้ามองดูอยู่ห่าง ๆ จนอาการเริ่มหนักขึ้นทุกวันจนไม่เป็นอันทำงาน
      แล้วที่ชมรมบาสก็ไม่ได้ต่างกัน คยูฮยอนไม่มีกระจิตกระใจที่จะซ้อม
      จนคังอินและอีทึกทนดูต่อไปไม่ได้ต้องรีบเข้ามาแก้สถานการณ์
      ก่อนที่ทุกอย่างจะสาย ตอนนี่ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ที่ร้านของอีทึก

      “ พี่ก็รู้ว่าพวกนาย ทั้งโกรธแล้วก็เสียใจ ที่ซองมินโกหกพวกเรา “
      อีทึกใช้น้ำเย็นเข้าลูบ

      “ พี่จะไปพูดถึงเขาอีกทำไม “ ทงเฮบ่นแล้วเสหันหน้าไปมองทางอื่น

      “ แล้วเราจะไม่ฟังเหตุผลของเขาหน่อยเหรอทงเฮ “ คังอินพยามเกลี้ยกล่อม

      “ แต่เขาจงใจโกหกเรา ตั้งแต่ทีแรก “ ทงเฮยังไม่ยอมใจอ่อนง่ายๆ

      “ บ้างครั้งคนเราก็เรื่องที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ
      อย่างซีวอนกับฮยอกแจคบกัน พวกนายยังไม่เห็นบอกพี่เลยนี่ “
      อีทึกงัดไม้เด็ดออกมาใช้ และมันก็ได้ผลชงัดนัก

      อึ้ง ครางนี้ถึงกลับอึ้งกิมกี่กันไปถ้วนหน้า ใบ้รับประทานกันเป็นแถบ

      “ อ่ะอ้าว ซวยแล้ว พะ พี่................. พวกพี่รู้เหรอ “
      ซีวอนตาแทบถลนออกมานอกเบ้าเมื่อความลับที่เคยคิดมาตลอดว่าลับกลับไม่ลับอย่างที่คิดไว้ซะแล้ว


      “ ไม่พูดก็ไม่ได้แปลว่าไม่รู้หรอกนะ “

      “คือออออออ พี่อีทึกผมขอโทษ “ ฮยอกแจก้มหน้ายอมรับผิด

      “ทงเฮ นายก็เหมือนกัน อย่างกับนายไม่เคยโกหกพี่งั้นแหละ “

      “ เอ่อ คือ ผม......... “
      ทงเฮนิ่งเงียบพูดไม่ออกเพราะตัวเองก็มีชนักติดหลังอยู่ไม่น้อย

      “ นายก็รู้เรื่องใช่ใหมคยูฮยอน “
      คังอินหันไปถามกับลูกทีมตัวเองที่นั่งเงียบมาตั้งแต่เข้าร้าน

      “ ฮะ รู้ “

      “ แล้วรู้มานานแค่ใหนแล้ว “ อีทึกหันมาถามบ้าง

      “ก็ซักระยะหนึ่ง “ คยูฮยอนยังตอบเสียงเรียบเหมือนไม่ได้ให้ความสนใจ

      “ที่จริงซองมินก็ไม่ได้ทำอะไรให้ใครต้องเดือนร้อนไม่ใช่เหรอ
      ก็แค่เขาเป็นลูกคุณหนูไฮโซแล้วมันผิดด้วยหรือไง ทีพวกนาย นาย นาย แล้ว ก็นาย
      ยังเป็นได้เลย แล้วทำไมซองมินจะเป็นไม่ได้ล่ะ “
      เยซองออกความเห็นบ้างแล้วไล้นิ้วย้ำคำว่านาย เข้าหน้า ซีวอน คยูฮยอน คิบอม
      และก็คังอิน แปะ แปะ แปะ

      “ โฮ โห ตั้งแต่รู้จักพี่มา ไม่เคยเห็นพี่พูดได้ดีขนาดนี้สักครั้ง
      เสียดายน่าจะอัดเสียงไว้ “ คิบอมทำตาโตพร้อมปรบมือแสดงความนับถือ สุดๆ
      นี่ถ้าลงไปกราบได้ อยากคงลงไปกราบสัก 3 ที

      “ คิบอม มากไปและ ข้อร้องอย่าปืนเกลียว “ เยซองกลับส่งสายตาดุ ดุ มาให้แทน
      ก็คนเขาอุส่าแอ๊บแมนทำสุขุม อย่ามาทำให้เสียอารมณ์

      “ แล้วเราจะเข้าไปหาซองมินได้ยังไง พวกนั้นต้องไม่ให้เราเข้าพบแน่ ๆ”
      ฮยอกแจว่าเสียงอ่อย

      “ ใช่ จากเท่าที่พวกฉันสืบมา ซองมินมีบอดี้กาดตามเป็นพรวน
      ระบบรักษาความปลอดภัยแน่นเอี๊ยด “ ซีวอนสับทับหน้าเครียด

      “ การที่จะเข้าถึงตัวซองมินได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ”
      คิบอมก็ตีหน้าเครียดไม่แพ้กัน

      “ เฮ้ยยยยยยย เดี๋ยวก่อนนะที่นายบอกว่าพวก หมายความว่าไง “
      คังคินหันไปคาดคั้นเอากับลูกทีมที่เหลือ

      “ ก็หมายถึง ผม ซีวอน แล้วก็คิบอมไง “ คยูฮยอนเป็นฝ่ายตอบแทนเพื่อนทั้งสอง

      “ นี่อย่าบอกนะว่า ที่พวกนายโดดซ้อมกันบ่อย ๆ เพราะเรื่องนี้หนะ
      แล้วทำไมถึงได้ไม่บอกฉันห๊า “
      คังอินเริ่มโวยวายจะเอาเรื่องลูกทีมที่ทำอะไรไม่บอกกัน
      ปล่อยให้เข้าเป็นห่วงอยู่ได้ตั้งนานสองนาน
      แล้วรู้สึกเหมือนตัวเองโง่ยังไงก็ไม่รู้

      “ นี่ พวกนายอย่าเพิ่งมาทะเลาะกันตอนนี้เลยน่า มาช่วยกันคิดดีกว่า
      ว่าจะทำยังไง “ อีทึกเข้ามาห้ามก่อนที่หมีใหญ่จะเริ่มอาละวาด

      “ฉันว่าฉันคิดอะไรดีๆออกแล้วล่ะ “ อยู่ ๆ เยซองประกาศออกตัวรับเป็นกุนซือให้
      พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ และเป็นรอยยิ้มที่เรียววุคจำได้ดีไม่มีวันลืม
      เพราะมันช่างเหมือนกับวันที่เขาโดนจับเซ็นสัญญาเป็นผู้จัดการทีมไม่มีผิดเพียน
      เขาได้แต่แอบกังวลอยู่ในใจ ว่าจะเป็นแผนแปลกๆ อะไรอีก

      tbc
      ....................................................

 

Chapter 5

      หลังจากที่ได้วางแผนกันเรียบร้อยแล้ว
      ซีวอนกับคิบอมเป็นคนไปสืบข้อมูลทุกอย่างมาให้ และแล้วก็ถึงวันที่ต้องลงมือ
      วันนี้เป็นวันเลี้ยงฉลองเปิดตัวแคมป์เปนตัวใหม่ของตะกูล คิม
      ซึงคุณชายไฮโซทั้ง คิมคิบอม คยูฮยอน และ ชเวซีวอน ได้รับบัตรเชิญอยู่แล้ว และ
      คังอินซึ่งเป็นทายาทคนสำคัญ
      ได้เข้าบริษัทประชุมเป็นครั้งแรกหลังจากที่ไม่เคยโผล่หัวเข้ามาเลยแม้จะถูกคะยั้นคะยอจากคุณนายคิม
      และ สามี เท่าไหร่ก็ตาม แต่ครั้งนี้ทั้งสองสามีภรรยาแทบจะไปวิ้งแก้บน 9 วัด
      ที่เห็นลูกชายสุดที่รักเอาการเอางานซักที
      คังอินเสนอในที่ประชุมให้ส่งบัตรเชิญไปให้ตะกูลอี เพื่อสร้างความสัมพันธ์
      อันดีเพื่อการต่อยอดธุรกิจ และในที่ประชุมทุกคนก็เห็นด้วย
      และคังอินยังลงมาคุมงานเลี้ยวด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิด ทุกขั้นตอน


      “ ผมไม่อยากไป “

      “ แกต้องไป เข้าใจไหม “ ผู้เป็นพ่อสั่งเสียงเข้ม

      “ ใช่ ไปเถอะซองมิน นี่เป็นการดีต่อตัวลูกแล้วก็ธุรกิจของเรานะ “
      คุณนายอีช่วยสามีเกลี้ยกล่อมลูกชายอีกแรง

      “ ผมไม่ใช่เจ้าของงาน ไม่มีผมงานเขาก็จัดกันไปได้นี่ฮะ พ่อกับแม่ ก็ไปแล้วนี่
      ไม่เห็นผมต้องไปด้วยเลย “

      “ ทางนั้นเขาก็อยากเจอแก ที่เป็นทายาทสืบทอดกิจการของฉันเหมือนกัน
      ได้ทำความรู้จักกันไว้ แล้วนี่เป็นคำสั่ง แกต้องไป “
      เป็นคำสั่งสุดท้ายก่อนที่นายใหญ่ของตะกูลอีจะออกจากห้องไป

      “ เฮ่อ น่าเบื่อชะมัด “ ซองมินพ่นลมหายในเหนื่อยๆ
      พลางคิดไปถึงอดีตเพื่อนรักทั้งสองว่าป่านนี้จะเป็นยังไงกันบ้าง
      ที่ร้านลูกค้าเยอะใหม ทงเฮจะซ่าไปมีเรื่องกับใครอีกหรือเปล่า
      ฮยอกแจกับซีวอนล่ะไปกันได้ดีหรือเปล่า ทีมบาสของพี่คังอินล่ะ
      ชนะหรือแพ้ก็ไม่รู้ และ กับอีกคนที่เคยได้เห็นหน้า ได้ฟังเสียงอยู่ทุกวัน
      พอวันนี้ไม่มีแล้ว หัวใจของเขามันเจ็บแป๊บๆ อยู่ในอกยังไม่รู้
      นายคงสบายดีนะคยูฮยอน

      ..................................................................................................................

      “ ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยย พี่เยซองทำไมผมกับฮยอกแจต้องแต่งเป็นผู้หญิงด้วยล่ะ
      “ ทงเฮร้องคร่ำครวญ มือก็จับโน้น จับนี่ให้วุ่นวายไปหมด

      “
      ก็คังอินมันบอกว่าวันงานการคุ้มกันด้านนอกจะหนาแน่นมากแต่ถ้าผ่านเข้าไปได้ก็ไม่มีปัญหา
      “เยซองตอบคำถามรุ่นน้องแล้วทำหน้าหน่ายกับสองตัวแสบที่อาจจะป่วนจนแผนพัง

      “ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่ผมสองคนต้องแต่งเป็นผู้หญิงล่ะฮะ “ ฮยอกแจค้านบ้าง

      “ มันก็เกี่ยวกันอีตรงที่ว่า คิบอม ซีวอน แล้ว ก็คยูฮยอน เขาเป็นไฮโซไง “

      สองหนุ่มร่างบางดวงซวยที่ต้องแต่งหญิงเพื่อภาระกิจระดับชาติชิงตัวประกันมองหน้ากันงง
      ๆ คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่า ไฮโซ กับ โลโซ มาเกี่ยวกันยังไง
      จนคนต้นคิดต้องเฉลยจึงได้ถึงบางอ้อ

      “ ก็พวก ไฮโซ เข้ามีบัตรเชิญได้เข้างานกับครอบครัวไง
      ส่วนพวกโลโซอย่างนายสองคนก็ต้องเข้าไปเป็นเด็กเสริฟตามระเบียบ
      เพราะในงานคนเยอะ นายสองคนเดินเสริฟจะได้ช่วยกันมองด้วยว่าซองมินอยู่ตรงใหน “

      “ ถ้าอย่างนั้นผู้ชายก็เสริฟได้นี่ “
      ทงเฮยังคงเถียงเพื่ออิสรภาพของตัวเองต่อไป

      “ อืมมมมมมม อันนี้นายก็ต้องไปเครียร์กับคังอินเอาเองอ่ะนะ
      เพราะมันบอกมาว่าเด็กเสริฟผู้ชายเต็มแล้ว “
      แต่อีทงเฮก็ยังไม่หมดความหวังหันไปชี้หน้าเอาเรื่องกับพวกที่เหลือ

      “ แล้วทีพวกพี่ไม่เห็นต้องแต่งเลยล่ะ “


      “ ฉันเขาไปได้เพราะเป็นเพื่อนกับคังอิน ฉันรู้จักกับครอบครัวนั้นดี
      ไม่มีปัญหา “ อีทึกตอบเสียงเรียบ
      “ แล้วพี่กับเรียววุคล่ะ “

      “ ฉันก็เข้าไปเป็นนักร้องไง ฉันหนะไม่ได้มีแค่หน้าตาดี สมองอันชาญฉลาด
      แถมเสียงยังดีอีกต่างหากนะจะบอกให้เพียงแต่
      พวกนายแค่ไม่เคยได้เห็นพรสวรรค์ของฉันต่างหาก ฮ่า ฮ่า ฮ่า “ โอ้ พระเจ้าไม่นะ
      อีทงเฮต้องแต่งเป็นผู้หญิงจริงๆเหรอเนี่ย ฮือออออ
      พระเจ้าไม่รักอีทงเฮแล้วใช้ใหม ต่อไปจะไม่ทำบุญอีกแล้ว คอยดู
      ทงเฮคาดโทษพระเจ้า ทั้งๆที่ปรกติก็ไม่เคยได้ทำบุญอยู่แล้ว

      หลังจากที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วโดยมีอีทึกเป็นคนช่วยแต่งให้
      แต่กว่าจะจับปูใส่กระดงเสร็จก็เล่นเอาอีทึกเหนื่อยแทบแย่ ต้องทั้งปลอบ
      ทั้งขู่กันสารพัด กว่าแต่งได้
      นัดแนะแผนกันเรียบร้อยแล้วต่างคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ส่วน
      คิบอมกับ ซีวอนแอบหลบออกมาดูความเรียบร้อย

      สวยยยยยยยยย

      น่ารัก โครตตตตตตต

      สองหนุ่มเมื่อเดินเข้ามาก็ต้องตาโตอ้าปากค้าง
      คิดตรงกันว่าถ้าไม่ติดว่าจะต้องช่วยซองมินก่อนพ่อจะจับกดมันตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

 

      ……………………………………………………………………

      ซองมินเดินเข้ามาพร้อมกับ ครอบครัวตะกูลอี ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าเซ็งสุดขีด
      ก้มหัวคำนับคนโน้นที คนนี้ที จนหัวจะทิ่มตายอยู่แล้ว
      เซ็งที่จะต้องคุยแผนธุรกิจ คุยแต่เรื่องหุ้น คุยแต่เรื่องค่าเงินวอน
      พอได้จังหวะที่ไม่มีใครสังเกตุเขา ซองมินก็หลบออกมานั่นสูตรอากาศข้างนอก
      แล้วก็พอดีมีพนักงานเสริฟสาวสวย น่ารัก
      เดินมาเสริฟน้ำซองมินรับมาโดยไม่ได้เงยมอง ตอนนี้เขาไม่อยากสนใจอะไรทั้งนั้น
      อยากนั่งเงียบๆ คนเดียวสักพัก

      “ เจอเป้าหมายแล้ว “

      “ อืมมม เฝ้าไว้อย่าให้คราดสายตาล่ะ “

      “ เริ่มปฏิบัติการได้ “


      คิดว่าจะได้นั่งเงียบๆคนเดียวแล้วแท้ๆ
      แต่ซองมินกลับรู้สึกได้ถึงถุงสีดำคลุมตั้งแต่หัวลงมาจนถึงเอวจากทางด้านหลังและถูกแบกขึ้นบ่าวิ้งตึก
      ตึก ตึก ไป
      ซองมินออกแรงพยามดิ้นให้หลุดพ้นจากพันทนาการแต่ดิ้นยังไงก็ดิ้นไม่หลุด
      แหกปากร้องเท่าไหร่ก็ไม่มีใครได้ยิน แล้วความรู้สึกเจ็บก็แป๊บเข้าที่สะโพก
      เพราะร่างของเขาถูกเหวี่ยงลงไปกองกับพื้นพร้อมกับได้ยินเสียงหุ้นหูที่คิดถึงมาตลอด

 

      “ โอ๊ยยยยยยย กระต่ายอ้วนนี่หนักชะมัด “

      “ นี่ นายว่างเพื่อนฉันเบาๆหน่อยซิ “

      “ ใช่ เดี่ยวซองมินก็ตายหรอก “

      “ แค่นี้ไม่ถึงตายหรอกน่า “

      “ นี่พวกนายเลิกเถียงกันได้แล้ว “

      “ เฮ้ยยยยยย
      พวกนายแกมั่วแต่เถียงกันอยู่นั่นแหละไม่รีบเอาถุงที่คลุมออกเดี๋ยวก็ได้ตายกันจริงๆ
      หรอก“

      “ นี่ เรียววุคดูต้นทางไว้ดีๆล่ะ “

      “ ฮะ “

      หลังจากที่เอาถุงคลุมออก
      ซองมินได้แต่นั่งอึ้งกับภาพตรงหน้าที่ไม่เคยคิดว่าจะกลับมาได้เห็นอีกครั้ง
      น้ำใสๆรื้นขึ้นมาคลอเบ้า

      “ อ๊า กระต่ายอ้วนขี้แงจังเจอหน้าก็จะร้องไห้ซะแล้ว “
      คยูฮยอนเอ่ยแซวแย้มยิ้มกวนๆอยู่บนใบหน้า

      “ ฉันแค่มาตามพนักงานเสริฟหนะ โดดงานไปเป็นเดือนแล้ว
      อย่างนี้คงต้องหักเงินเดือนซะให้เข็ด “

      “ พี่อีทึก “
      ซองมินโผเข้ากอดอีทึกแน่นจนร่างบางผงะถอยหลังแล้วเพื่อนรักอีกสองคนก็เดินเข้ามากอดคอร้องไห้กันกลม


      “ ซองมิน ฉันขอโทษนะ นายเจ็บมากหรือเปล่าชั้นไม่ได้ตั้งใจ
      แล้วก็ที่ฉันทำตัวงี่เง่ากับนายด้วย นายยกโทษให้ฉันนะ “

      “ ใช่ซองมิน ฉันขอโทษที่ไม่เชื่อนาย ไม่ฟังเหตุผลของนาย
      พวกเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมนะ “ ฮยอกแจก็ขอโทษซองมินด้วยเหมือนกัน

      “ ฮืออออ ฉันก็เหมือนกัน พวกเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมเถอะ “
      ซองมินปล่อยโฮออกมาอย่างไม่แคร์สายตาใคร

      “ อ่ะ แฮ่ม เมื่อพวกนายก็เข้าใจกันดีแล้ว
      ฉันว่าเราน่าจะรีบไปกันเถอะก่อนที่ทุกคนจะสงสัย
      คุณชายไฮโซทั้งหลายเล่นหายหัวมาพร้อมๆกันหมดอย่างนี้เดี๋ยวได้วุ่นวายกันแน่ “
      เยซองเร่งทุกคนให้กลับมาสู่สถานการณ์ปรกติ

      “ แต่นายจะหนีไปอย่างนี้ตลอดแน่เหรอ ซองมิน
      ฉันว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ดีนักหรอกนะ “
      ซีวอนถามด้วยความเป็นห่วงเพราะรู้ดีว่าพ่อของซองมินคงไม่ยอมลดละแน่

      “ ใช่ การหนีไม่ใช้การแก้ปัญหา เพราะฉนั้นฉันคงต้องสู้กับความจริงสักตั้ง “
      ซองมินมาดมั่นตั้งใจแน่วแน่แก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง


      “ แล้วนายจะไม่กลับไปกลับพวกเราเหรอ “ ทงเฮเอ่ยถามเสียงอ่อย

      “ แล้วไว้เจอกันที่ร้านนะ “
      ซองมินหันกลับมาบอกทุกคนที่เหลือด้วยร้อยยิ้มและกำลังใจเต็มเปี่ยม

      ……………………………………………………………….

 

      นอกรอบ

      “ นี่พี่คังอิน เดี๋ยวพวกฮยอกแจกับทงเฮ ต้องเข้ามาเป็นเด็กเสริฟใช้ป่ะ “
      ชเวซีวอนถามสอบถามรุ่นพี่ร่างใหญ่ พ่วงตำแหน่งกัปตันทีมบาส และ
      ตอนนี้ก็ต้องกลับมาเป็นทายาทรุ่นที่ 4 เพื่อสืบทอดกิจการของครอบครัวชั่วคราว
      เพื่อภาระกิจระดับชาติชิงตัวประกันกระต่ายอ้วนสีชมพู

      “ เอ่อ ใช่ พวกนายสองคนมีอะไรงั้นเหรอ “

      “ คือ อยากให้พี่บอกพี่เยซองไปว่า พนักงานเสริฟผู้ชายมันเต็มแล้ว “

      “ทำไมฉันต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะ คิบอม “

      “ เถอะน่าพี่ เดี๋ยวพี่ก็ได้รู้เองแหละ “

      อะไรของพวกมันว่ะ ไอ้พวกนี้นี่
      ถึงปากจะบ่นไปเรื่อยแต่ก็ยอมโทรไปบอกเพื่อนรักคนสนิทอีกคนเรื่องพนักงานเสริฟ
      อย่างที่รุ่นน้องทั้งสองคนขอไว้

      เมื่อถึงใกล้ถึงเวลาปฏิบัติภาระกิจระดับชาติคังอินเข้าไปตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้ง
      พอเข้าไปบุ๊ปก็ตะลึงตาค้างแล้วถึงบางอ้อในทันทีว่าทำไมไอ้สองคนนั้นถึงได้มาบอกให้เขาไปบอกเยซองว่าเด็กเสริฟผู้ชายเต็ม
      พวกมันคงคิดกันมาแล้วว่ายังไงเยซองคงต้องเปลี่ยนแผนให้สองคนนั้นแต่งหญิงแน่ๆ
      ไอ้สองคนนี้มันแผนสูงนะเนี่ย
      ส่วนเจ้าสองคนนั้นก็ไม่ได้รู้ชะตากรรมเอาซะเลยว่าโดนต้มซะจนเปี่อย
      เขาก็พาวนาไม่ให้ทงเฮรู้เหมือนกันไม่งั้นคงต้องมีใครเป็นศพ สักคนสองคนแน่

      ....................................................................................................................

 

      สองอาทิตย์ผ่านไปหลังวันงานเลี้ยง
      ซองมินกลับไปกับครอบครัวแล้วก็ยังไม่ได้กลับมาที่ร้านอีกเลยแต่ยังดีที่ส่งข่าวมาหาทงเฮเป็นระยะ
      ๆ ว่ากำลังเคลียกับที่บ้านอยู่ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันต้องกลับไปที่ร้านแน่นอน
      ส่วนสองเพื่อนซี้ก็ได้แต่นั่งทำใจ
      เพราะปัญหานี้ซองมินต้องผ่านมันไปให้ได้ด้วยตัวเอง
      พวกเขาสองคนคงทำได้แค่ให้กำลังใจเท่านั้น

      “ นี่ฮยอกแจนายว่า ซองมินจะเป็นยังไงบ้าง ฉันล่ะเป็นห่วงจังเลย “

      “ คงไม่เป็นอะไรหรอก ทงเฮ ฉันเชื่อนะว่าซองมินต้องผ่านมันไปได้ “

      “ ฉันก็หวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้น “ ทงเฮได้แต่ทอดถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
      แล้วหันไปต้อนรับลูกที่ที่เพิ่งเข้ามาใหม่

      เพล้งงงงงงงงงงง

      เสียงถาดเสริฟอาหารล่วงลงพื้นเสียงดัง
      ทำให้ฮยอกแจและอีทึกที่อยู่ในครัวต้องวิ่งออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
      มาออกมาหน้าร้านแล้วได้เห็นว่าใครกันที่มาเป็นลูกค้าก็พาให้เยียดยิ้มบนใบหน้าไม่แพ้กันกับอีกคน

      “ นายนี่ซุ่มซามจังนะทงเฮ เดี๋ยวพี่อีทึกก็หักเงินเดือนหมดหรอก “

      “ นายกลับมาแล้วเหรอ ซองมิน ฉันคิดถึงนายจัง “
      ทงเฮโผเข้ากอดเพื่อนรักร่างอวบและตามติดๆมาด้วยกันกับฮยอกแจอีกคนด้วยน้ำหนักของทั้งสองคนที่โถมเข้ามาทำให้ซองมินประคองตัวเองไว้ไม่อยู่
      ผลปรากฏว่าลงไปนอนกลิ้งกับพื้นด้วยกันหมดทั้งสามคน
      จนคนทั้งร้านหันมามองกันเป็นตาเดียวว่าพวกนี้มันเล่นอะไรกัน

      “ แล้วนายกลับมาได้ยังไงเนี่ย ซองมิน “ อีทึกถามอย่างห่วงใย

      “ ผมก็ต่อลองกับพ่อนิดหน่อย ทำโปรโมชั่น ลดแลกแจกแถม
      แต่กว่าจะยอมได้ก็เล่นเอาเหนื่อยแทบแย่ “

      “ แล้วนี่นายไปต่อรองกับพ่อนายว่าไงล่ะ “

      “ ก็ไม่มีอะไรมากหรอกทงเฮ ก็แค่ ฉันจะกลับบ้านอาทิตย์ล่ะ 2 วัน
      โดยแลกกลับให้ฉันออกมาอยู่ข้างนอกและทำงานที่ร้านนี้ได้ หรือ
      ว่าจะให้ฉันหนีไปให้ไกลแล้วไม่กลับมาอีก และพบฉันอีกทีตอนเป็นศพ “

      ฮ่า ฮ่า ฮ่า นายนี่มันบ้าชะมัด แต่ก็ดีแล้วล่ะ พวกเราจะได้อยู่ด้วยกัน
      แล้วทั้งร้านก็อบอวนไปด้วนเสียงหัวเราะที่ไม่ได้ยินมานาน

      ………………………………………………………………………

      “ อ้าวแล้วนี่เป็นอะไรไปอีกล่ะ ถึงได้มานั่งทำหน้าเป็นหมาหง่อย
      เหมือนจะตายเนี่ย แต่ถ้าจะตายคลานออกไปตายน้อกร้านฉันนะ ฉันไม่อยากเป็นพยาน “
      เจ้าของร้านหน้าสวยนามอีทึกเอ่ยทักสมาชิกชมรมบาสที่แอบโดดซ้อมมานั่งหายใจทิ้งอยู่ที่นี่


      “ โหย พี่อ่ะ ผมแค่ได้ยินว่าซองมินกลับมาทำงานแล้ว แต่พอผมมาไม่เห็นมีเลยอ่ะ
      พี่เอาไปซ้อนไว้ที่ใหนเนี่ย “

      แป่วววววววว ตบกะบาลมันซักทีดีใหม่เนี่ย ใครเขาจะเอากระต่ายอ้วนของมันไปซ่อน

      “ อ้อ ไอ้ที่มานั่งทำหน้าเหมือนจะตายเพราะไม่เจอซองมินหรอกเหรอ “

      “ พี่รู้แล้วจะถามมำไม “ คยูฮยอนยังตอบเสียงอ่อย

      “ งั้นก็ไปหาที่บ้านสี วันนี้ซองมินต้องกลับบ้านหนะ “

      “ กลับบ้าน บ้านเหรอ “ คยูฮยอนถามอย่างมีความหวัง
      และความหวังชั่ววูบก็ต้องพังไม่เป็นท่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขารู้จักบ้านซองมินที่ใหนกันเล่า


      แล้วก็เหมือนอีกคนจะรู้ว่าน้องต้องไม่รู้ว่าบ้านของซองมินอยู่ที่ใหนถึงได้ทำหน้าเหมือนจะตายอีกแล้ว
      โถถถถถ พ่อคุณที่เรื่องโง่ๆล่ะฉลาดนัก ที่เรื่องอย่างนี้กลับมาทำโง่
      แล้วเลยสงเคราะเด็กตาดำๆ บอกที่อยู่ให้ไป

      ....................................................................................................................

      “ แล้วฉันมานั่งทำบ้าอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย “
      คยูฮยอนบ่นเมื่อได้ที่อยู่จากเจ้าของร้านราเมงแล้วเขาก็รีบวิ่งมาหาที่บ้านแต่เจ้ากรรม
      ซองมินกลับไม่อยู่บ้านซะงั้นเพราะต้องพาแม่ออกไปช๊อบปิ้ง
      คยูฮยอนเลยต้องมานั่งตากแดดตากลมอยู่หน้าบ้าน
      แล้วคงเพราะบุญเก่าของคยูฮยอนยังพอจะมีอยู่บ้างเลยเห็นรถยนต์คันหรูวิ่งเข้ามาประกบที่ประตูรั่วบานใหญ่
      พร้อมกับใครอีกคนที่เดินลงมาจากรถ

      “ มานั่งเป็นผู้อบพยบอะไรตรงนี้เนี่ย “
      ซองมินเอ่ยทักเสียงใสเพราะตอนกลับรถกลับเข้ามาแล้วสังเกตุเห็นกองอะไรก็ไม่รู้อยู่หน้าประตูบ้านตอนแรกนึกว่าเป็นกองขยะซะอีก
      พอเพ่งดีๆ แล้ว กลับเป็นคนที่เขาคุ้นเคยเรียกรอยยิ้มบนหน้าไม่น้อย
      แล้วบอกให้แม่เข้าบ้านไปก่อน
      เพราะเขาคงต้องมีเรื่องเครียร์กับผู้อบพยบนี้อีกเยอะ
      ทั้งสองคนเดินมาที่สวนสาธารณะบริเวณใกล้บ้านซองมิน

      “ ทำไมนายถึงมาอยู่ที่ได้นี่ล่ะ “

      “ ก็เรื่องข้อตกลงของเราไง ทุกคนรู้ความจริงหมดแล้ว
      นายก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีก แล้วฉันจะเอาอะไรมาเป็นขออ้างกันล่ะ “
      คยูฮยอนตอบเสียงอ่อย

      “ หึ หึ หึ “

      “ นายหัวเราะอะไร ไม่ตลกนะ “ คยูฮยอนเริ่มสงสัย เขาซีเรียดนะ

      “ ก็นายบอกว่าให้ฉันชอบนาย แต่นี่นายต่างหากที่ชอบฉัน จริงไหมล่ะ “
      ซองมินคาดคั้นเอาคำตอบจากดวงหน้าที่ขึ้นสีแดงจัดนั้นพร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์
      อย่ามาคิดว่านายจะขู่ฉันได้คนเดียวนะโจคยูฮยอน

      “ ก็....... เอ่อ ....... “ เห้อออออออ อีซองมินดันมารู้ทันซะได้

      “ แล้วนายจะเอาไงล่ะ “ ซองมินคาดคั้นอีกครั้ง

      “ ก็เราไม่ต้องมีข้อตกลงแล้วได้ใหม แต่ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม “
      ร่างสูงถามเหมือนไม่แน่ใจ แล้วรอลุ้นคำตอบใจจดใจจ่อ
      พร้อมยื่นแหวนที่ทำจากทองคำขาว ให้หนึ่งวง
      แล้วก็ต้องหน้าตึงขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบของคนแกล้งโง่

      “ เป็นเพื่อนกันหนะเหรอ หึหึหึได้ ซิ แล้วนี่อะไรมันเล็กกว่านิ้วฉันตั้งเยอะ
      จะใส่ได้ไงล่ะ “
      ว่าแล้วก็ยื่นมือไปหยิบวัตถุชิ้นเล็กนั่นมาแล้วพลิกหน้าพลิกหลังดู
      มันเล็กขนาดนี้จะใสได้ไง โจคยูฮยอนนายแกล้งฉันหรือเปล่าเนี่ย

      ปัดโธ่เอ้ยยยยย ดันซื้อมาผิดขนาดซะงั้น คยูฮยอนคิดแล้วเจ็บใจตัวเอง
      พร้อมหาวิธีเอาคืนอยู่ในใจ ฉลาดเกินไปแล้วนะอีซองมิน คิดต้อนฉันให้จนมุมเหรอ
      เดี๋ยวสวย

      “ ฉันไม่ได้แกล้งนายนะ พอดีกว่าแหวนวงนี้เป็นของแฟนเก่าฉันหนะ
      เลิกกันไปแล้วเสียดายเลยเอามาให้นายแทน “

      “ อ๊ะ โจคยูฮยอนไอ้........อุ๊ป “
      .
      ยังไม่ทันที่ซองมินจะได้แหกปากร้องด่า ก็ต้องจนมุมโจคยูฮยอนเข้าจนได้
      เมื่อโดนคนร่างสูงคิดปิดปากด้วยปาก
      ไม่เปิดโอกาศให้เขาได้โต้แย้งใดๆแต่ร่างกายกลับสมยอมแต่โดยดี
      พร้อมเสียงกระซิบแผ่วเบาข้างๆหู

      “ เป็นแฟนกับฉันนะซองมิน “

      “ อือ “ ซองมินครางตอบใหนลำคอ ต้องยอมอีกจนได้
      นี่เขาจะไม่ชนะคนเจ้าเล่ห์นี่เลยหรือไงกันเนี่ย

      ...................................................................................................
      “ พี่เยซองจะพาผมไปใหนหนะ “

      “ไปกินข้าวไง “

      “ แต่ผมยังไม่หิว “

      “ แต่ฉันหิว “

      “ อ้าววววววววว “ ผู้จัดการทีมคนใหม่เลยต้องยอมเดินตามมาหน้าหงิก
      ไม่ได้หิวซะหน่อยจะลากมาด้วยทำไมเนี่ย
      ก่อนจะเข้าร้านของอีทึกไปเรียวุคสังเกตุเห็นคนคุ้นหน้าแล้วก็จำไม่ผิดว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมบาส


      “ ห๊ะนั่น โจคยูฮยอนนี่ฮะพี่เยซอง “ เรียววุคหันมาดึงแขนเยซองให้หันไปดู

      เยซองหันไปตามเสียง มันเร็วจริงแฮ่ะ ไอ้บ้านี่ เหอๆๆ
      เดี๋ยวต้องได้มีเรื่องสนุกๆแน่ หึหึหึ
      เยซองก้าวขาเข้าร้านไปพร้อมผู้จัดการทีมคนใหม่
      แล้วก้าวเข้าไปนั่งกลับรุ่นน้องร่วมทีม
      เมื่อมาถึงเยซองผู้ช่วยกัปตันทีมสั่งออเดอร์ที่ต้องการทันที
      พร้อมลอบสังเกตุสีหน้าของพนักงานที่มารับออเดอร์ อีซองมินนั่นเอง
      มันต้องมีอะไรแน่ๆ เหอๆ ต้องรู้ให้ได้
      หลังจากที่ซองมินเดินมาเสริฟราเมงให้ทั้งสามคนแล้ว
      ขณะที่ก้มลงวางชามราเมงนั้น เยซองสังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง

      “ นี่ซองมินทำไมไม่ใส่แหวนล่ะไปห้อยไว้ทำไม “
      เยซองแกล้งถามทั้งๆทีเห็นอยู่แล้วว่ามันเหมือนกันกับที่นิ้วของคยูฮยอน

      “ เอ่อ ออออออออ คือออออออออ “

      “ นี่พวกนายสองคนเป็นแฟนกันแล้วเหรอ “

      “เฮ้ยยย อีทึกนายมาได้ไงเนี่ย “
      เยซองตกใจคิดว่าเพื่อนอีกคนนึ่งที่ไม่น่าจะอยู่ด้วย

      “ พวกนายไปคบกันตั้งแต่ตอนใหนเนี่ย “

      “ แล้วนายออกมาทำไมเนี่ยทงเฮ ฮยอกแจด้วย “
      เจ้าของร้านหันไปถามพนักงานทั้งสองคนที่คิดจะอู้งานอีกแล้วพวกมันสองคนตามเขาออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย
      ไอ้พวกนี่ทีเรื่องของชาวบ้านล่ะเร็วจริงๆ
      ตอนนี้คยูฮยอนยิ้มแก้มแทบแตก
      ผิดกับอีกหนึ่งหนุ่มร่างอวบที่โดนสายตาของเพื่อนๆและรุ่นพี่ทิ่มแทงจนตัวจะ
      พรุ่นอยู่แล้ว ตอนนี้ซองมินหน้าขึ้นสีแดงจัด
      แล้วก็ไม่ตอบอะไรชิ้งหนีไปหลังร้านทันที ทิ้งไว้แต่เสียงหัวเราะของทุกคน
      แต่ต่างความคิด

      ทงเฮ กับ ฮยอกแจ ได้หัวเราะเพราะเพื่อนรักจะได้มีแฟนกับซะที
      อีทึก กับ เยซอง
      หัวเราะได้เพราะจะได้มีเรื่องสนุกให้ได้แกล้งชาวบ้านเพิ่มอีกเรื่อง
      ส่วนคยูฮยอนนั้นยังยิ้มไม่หุบ คงไม่ต้องบอกว่าเพราะอะไร
      แผนของคยูฮยอนได้ผลดีเกินคาด
      คิมเรียววุค นั่งงงเป็นไก่ตาแตก พวกพี่เขาพูดอะไรกันเหรอ ไม่เห็นจะเข้าใจเลย

      tbc
      .................................